ออทิสติก (Autistic) หรือที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มอาการออทิสติก (Autism Spectrum Disorders: ASD) คือ ภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักษะการสื่อสารด้อยกว่าคนปกติ ทั้งนี้ ผู้ป่วยออทิสติกมักมีพฤติกรรมทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เช่น โยนของไปมา สะบัดมือซ้ำ ๆ หรือชอบพูดเลียนแบบ โดยอาการอาจรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ได้ เพราะผู้ป่วยออทิสติกแต่ละคนมีปัญหาและความรุนแรงที่แตกต่างกัน

ปัจจุบันยังไม่มีการระบุสาเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดออทิสติกอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน บางรายอาจเสี่ยงเป็นออทิสติกได้สูงหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นออทิสติก อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏเด็กออทิสติกอีกหลายรายที่บุคคลในครอบครัวไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว  ทั้งนี้ งานวิจัยบางเรื่องได้ทำการศึกษาและแสดงให้เห็นว่าหากพ่อแม่มีอายุมากทั้งคู่หรือมีช่วงอายุห่างจากลูกตัวเองมาก เด็กที่เกิดออกมาก็จะเสี่ยงเป็นออทิสติก โดยผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่อาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นออทิสติก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์อย่างการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ใช้ยาต้านอาการชัก หรือป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ในบางราย การติดเชื้อหัดเยอรมันหรือป่วยเป็นฟีนิลคีโตนูเรียแล้วไม่ได้รับการรักษานั้น อาจเกี่ยวข้องกับอาการออทิสติกในเด็ก  ที่สำคัญ แม้จะมีการกล่าวว่าการฉีดวัคซีนเสริมภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ จะก่อให้เกิดอาการออทิสติกในเด็ก แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวัคซีนทำให้เด็กเป็นออทิสติกได้

แม้อาการออทิสติกจะไม่มียาหรือวิธีทางการแพทย์ที่รักษาให้หายขาด แต่เด็กออทิสติกสามารถได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีจากพ่อแม่และทีมดูแลเด็กออทิสติก อันประกอบไปด้วยแพทย์ นักจิตวิทยา

นักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบำบัด และคุณครูสอนเด็กพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะการเข้าสังคมและการสื่อสารให้ดีขึ้นและใช้ชีวิตปกติได้ พ่อแม่และทีมดูแลเด็กพิเศษควรร่วมมือกันเพื่อช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้บ้างในเบื้องต้น หลังจากนั้น จึงพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิชาการต่อไปโดยขอความร่วมมือจากครู ซึ่งการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆให้กับเด็กออทิสติกนั้นสามารถแบ่งได้คร่าวๆเป็น 4 ประเภทคือ

1.ทักษะทางการรับรู้และการเคลื่อนไหว

การเคลื่อนไหวร่างกายของบุคคลออทิสติกจะมีความผิดปกติในการเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจจะมีหลายๆด้านดังนั้นการฝึกทักษะการรับรู้และการเคลื่อนไหวสำหรับบุคคลออทิสติกเพื่อช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดเล็กกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การรับรู้ประสาทสัมผัส การประสานสัมพันธ์กับส่วนต่างๆของร่างกาย (ตา มือ เท้า แขน ขา) รวมไปถึงการออกกำลังกายจึงจำเป็นสำหรับบุคคลออทิสติก

2.ทักษะการใช้ชีวิตประจำวันเด็กออทิสติก

การใช้ชีวิตประจำวันของเด็กออทิสติกก็เหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กปกติทั่วไป เพียงแต่เด็กออทิสติก  มีความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองในการทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยกว่าหรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าเทียบกับเด็กปกติในช่วงวัยเดียวกัน  และมักจะมีการแสดงอารมณ์ที่แตกต่างจากเด็กปกติทั่วไป จึงควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคคลรอบข้างเพื่อให้เขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา แล้วสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

3.พัฒนาการทางสติปัญญา 

หลายคนมักเข้าใจว่าเด็กออทิสติกกับปัญญาอ่อนเป็นภาวะเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วออทิสติกเป็นคนละภาวะกับปัญญาอ่อน สามารถแยกจากกันโดยการส่งประเมินระดับสติปัญญา อย่างไรก็ตาม โรคออทิสติกสามารถพบร่วมกับภาวะปัญญาอ่อนได้ถึงร้อยละ 50 ในบางกรณีโรคออทิสติกสามารถมีระดับสติปัญญามากกว่าคนปกติและมีความสามารถพิเศษในระดับอัจฉริยะ เช่น ความสามารถในการวาดรูปหรือความสามารถในการจำปฏิทิน ครูและผู้ปกครองจำเป็นต้องให้เด็กออทิสติกได้เรียนรู้ในวิชาพื้นฐาน ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ เช่น การรู้จักตัวเลข บวก ลบ จำนวน วิชาภาษาไทย เช่น การรู้จักชื่อ การเขียนชื่อ รู้จักอักษร และคำพื้นฐานที่ใช้ในการใช้ชีวิต เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ช่วยเหลือตัวเองได้

4.การรับรู้การแสดงออกด้านภาษาและอารมณ์

โรคออทิสติกเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ 3 ด้านใหญ่ๆ ได้แก่ ด้านภาษา การสื่อสาร ทักษะทางสังคม และเกิดพฤติกรรมซ้ำๆ โดยสามารถสังเกตพบได้ก่อนอายุ 3 ขวบ รวมถึงมีพฤติกรรมที่มีขีดจำกัด มีการแสดงออกที่ผิดปกติจากเด็กทั่วไป เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้ มีความรู้สึกที่จะรัก ผูกพัน มอบความห่วงใยให้คนอื่นที่เขารักได้ เพียงแต่การแสดงออกของความรักของเด็กออทิสติกอาจจะมีน้อยหรือมากไม่เท่ากันและอาจแสดงออกมาแตกต่างจากคนทั่วไป พฤติกรรมน่าสงสัยว่าเด็กๆ อาจเป็นโรคออทิสติก สังเกตจากความผิดปกติ ดังนี้

- ความผิดปกติด้านสังคม ได้แก่ ไม่สบตา ชอบเล่นคนเดียว สนใจสิ่งของมากกว่าคน ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกผู้อื่น เฉยเมยไม่แสดงอารมณ์

- ความผิดปกติด้านภาษา ได้แก่ พูดช้า หรือไม่พูดเลย มีภาษาแปลกๆ ไม่ชี้นิ้วบอกเวลาอยากได้อะไร

- ความผิดปกติด้านพฤติกรรม ได้แก่ ทำอะไรซ้ำๆ ปรับตัวยาก ทำกิจวัตรต้องมีขั้นตอนเหมือนเดิม

ดังนั้น เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้สามารถแสดงออกด้านภาษาและอารมณ์ ได้อย่างถูกต้อง ครู ผู้ปกครอง หรือผู้ใกล้ชิดดูแลเด็กกลุ่มนี้ จึงต้องฝึกให้เด็กได้เรียนรู้การแสดงออกเช่น การดีใจ เสียใจ ร้องไห้ หิว และการฝึกการพูดการออกเสียงให้สัมพันธ์กับการแสดงความรู้สึก เพื่อการสื่อสารและช่วยเหลือเด็กออทิสติกให้ใช้ชีวิตประจำวันได้

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

Time Management ทักษะจำเป็นของเด็กยุคใหม่

Time Management ทักษะจำเป็นของเด็กยุคใหม่

Starfish Academy
Starfish Academy

ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ก็ใช่ว่าแต่ละคนจะใช้ประโยชน์จากเวลาที่มีได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในสังคมยุคใหม่ ที่มีสิ่งล่อตาล่อใจให้เราหลุดโฟกัสจากสิ่งที่ต้องทำได้ง่าย ๆ การจัดสรรเวลาหรือ Time management จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่เด็ก ๆ ยุคนี้จำเป็ ...

2115 views 23.11.20
Time Management ทักษะจำเป็นของเด็กยุคใหม่
ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน

Starfish Academy
Starfish Academy

จากคราวที่แล้วผมได้แนะนำผู้ปกครองให้สังเกตบุตรหลานหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากโรงเรียน ดังนี้ 1) เปิดใจรับฟัง 2) สังเกตพฤติกรรมเพิ่มเติม 3) ทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 4) ตัดสินใจและเปิดใจยอมรับ และ 5) หาแนวทางช่วยเหลือทางการศึกษาร่วมกับครู และนักสหวิ ...

56967 views 13.10.20
ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน
Disrespectful ไม่เคารพผู้ใหญ่ ปัญหาแห่งยุคสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ

Disrespectful ไม่เคารพผู้ใหญ่ ปัญหาแห่งยุคสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ

Starfish Academy
Starfish Academy

“เลิกเล่นโทรศัพท์แล้วไปทำการบ้านได้แล้วนะลูก” คุณแม่ส่งเสียงบอก เมื่อลูกสาวได้ยินคำพูดของแม่ ก็กระแทกโทรศัพท์ลงบนโซฟา กรอกตามองบน ก่อนลุกเดินหนีไปอย่างไม่พอใจ“ทำรายงานที่คุณครูสั่งเสร็จหรือยังนะ” แม่เอ่ยถามลูกชายขณะที่กำลังกินอาหารเย็น“โห! ทำไมแม่ต้ ...

2386 views 02.09.20
Disrespectful ไม่เคารพผู้ใหญ่ ปัญหาแห่งยุคสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ