การพัฒนาโรงเรียนสู่นวัตกรรมด้วย Makerspace

Starfish Academy
Starfish Academy 1942 views • 5 เดือนที่แล้ว
การพัฒนาโรงเรียนสู่นวัตกรรมด้วย Makerspace

โรงเรียนสมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทยอุทิศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3

โรงเรียนสมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทยอุทิศ เป็นโรงเรียนกองทุนการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 รุ่นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 เป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดใหญ่ เปิดทำการสอนในระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น จำนวน 962 คน นักเรียนส่วนใหญ่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น ไทย กะเหรี่ยง พม่า มอญ ลาว ครอบครัวของนักเรียนมีฐานะค่อนข้างยากจน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก และมีอาชีพรับจ้างทั่วไปเป็นอาชีพรอง ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนอยู่ในระดับดี ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของสถานศึกษาอยู่เสมอ โดยการนำของคณะกรรมการสถานศึกษา ตลอดจนวัดและชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมีส่วนร่วมในการสนับสนุน ส่งเสริมการทำกิจกรรมของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ครูแกนนำได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตั้งแต่ที่ได้รับทราบว่าโรงเรียนสมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทยอุทิศได้เข้าร่วมโครงการ Makerspace Learning Center (MLC) นั้น ก็เกิดแรงบันดาลใจในการร่วมพัฒนาโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ให้มีนวัตกรรมที่เน้นอัตลักษณ์ความเป็นโรงเรียนแห่งขุนเขา โดยเน้นไปที่จุดเด่นของโรงเรียนคือ ขนมทองโย๊ะ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่ากะเหรี่ยง โดยพื้นฐานของขนมทองโย๊ะนั้น เป็นการนำข้าวเหนียวมาตำและใส่งาเท่านั้น แต่เด็กอยากจะมีการต่อยอดนวัตกรรมให้มีความแตกต่างไปจากเดิม โดยใช้กระบวนการ STEAM Design Process 5 ขั้นตอน (Ask Imagine Plan Create Reflect & Redesign) มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนานวัตกรรม

จากการที่ได้พูดคุยกับเด็กๆ โดยใช้กระบวนการขั้นที่ 1 (Ask) นั้น เด็กๆ ได้พูดถึงจุดเด่นของโรงเรียนคือขนมทองโย๊ะคลุกงา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่ากะเหรี่ยงและทางโรงเรียนได้มีการนำไปแสดงผลงานระดับจังหวัดอยู่แล้วแต่เด็กๆ อยากต่อยอดขนมในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าของขนม จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการขั้นที่ 2 (Imagine) โดยเด็กๆ ได้การระดมความคิดเพิ่มเติม ซึ่งได้เสนอไอเดียสิ่งที่อยากต่อยอด คือ ทองโย๊ะสตรอว์เบอร์รี ทองโย๊ะมันม่วง ทองโย๊ะทุเรียน ทองโย๊ะมะพร้าว และทองโย๊ะใบเตยแต่สุดท้ายเด็กทุกคนอยากทำทองโย๊ะใบเตย เนื่องจากว่าที่ชุมชนมีใบเตยเยอะ สามารถนำมาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องซื้อ สำหรับวัตถุดิบอื่นๆ นั้น หาค่อนข้างยากและราคาค่อนข้างแพง ซึ่งเด็กแต่ละคนก็มีการออกแบบรูปทรงของขนมตามจินตนาการของตนเอง ซึ่งมีทั้งหมด 5 รูปคือ วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หัวใจ และดาว จากนั้นมาถึงขั้นที่ 3 (Plan) โดยเด็กๆ ได้วางแผนถึงวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ ขั้นตอนการทำขนม หน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคน ซึ่งโค้ชได้แนะนำเพิ่มเติมในด้านของการเขียนรายละเอียดของวัตถุดิบ คือ ให้ใส่ปริมาตรที่จะใช้ให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถบูรณาการได้หลากหลายวิชา และค้นหาสูตรที่สามารถใช้ได้จริง จากนั้นมาสู่ขั้นที่ 4 (Create) และขั้นที่ 5 (Reflect & Redesign) จากการที่ได้ร่วมรับฟังเด็กๆ พูดถึงขั้นตอนการลงมือทำขนมทองโย๊ะใบเตย ครั้งที่ 1 นั้นก็เจอปัญหาหลายด้าน เช่น

1.  เตาแก๊สแรงเกินไป ทำให้ขนมสุกไม่ทั่วและสุกไม่เท่ากัน ซึ่งจะใช้แก็สปิ๊กนิคหรือเตาถ่านแทน

2.  รูปทรงปั้นยาก เพราะได้วางไว้ 5 รูปคือ วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หัวใจ และดาว แต่รูปที่ปั้นยากที่สุดคือ หัวใจและดาว ซึ่งการทำครั้งหน้าจะตัด 2 รูปทรงนี้ออก จะเหลือแค่ 3 รูปทรงเท่านั้น

3.  คั้นนำใบเตยโดยใช้มือจึงทำให้ได้สีที่ไม่เข้มข้น และใส่น้ำแช่ข้าวเยอะเกินไป ทำให้สีของใบเตยไม่ติดข้าว จะแก้ไขโดยใช้ครกตำใบเตย ซึ่งจะทำให้สีออกมากขึ้นและจะทำให้สีของใบเตยติดข้าวมากขึ้นด้วย

4.  ใช้ครกไม้ในการตำข้าวจึงทำให้ไม่ละเอียดพอ ครั้งต่อไปจะใช้ครกหินแทน

5.  รสชาติมีความจืด เนื่องจากใส่เกลือน้อยเกินไป และจะเพิ่มเกลืออีกเล็กน้อยในการทำครั้งต่อไป

จากการที่โค้ชได้พูดคุยเพิ่มเติมนั้น เด็กๆ บอกว่า ในการทำขนมทองโย๊ะในครั้งที่ 2 อยากเพิ่มรสชาติของขนม โดยการเพิ่มรสชีส รสสาหร่าย หรือรสปาปริก้า เพื่อให้โดนใจวัยรุ่นมากขึ้น และนอกจากนั้นก็ยังอยากเพิ่มสีของขนมโดยจะไปคิดค้นสีจากธรรมชาติเพิ่มเติม เช่น สีเหลืองจากฟักทองหรือขมิ้น สีแดงจากน้ำแตงโม หรือสีฟ้าจากดอกอัญชัญ และโดยพื้นฐานของขนมทองโย๊ะนั้น จะมีการนำไปทอดเท่านั้น แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนโดยการนำไปย่างไฟ เพื่อเพิ่มความหอมให้กับขนมด้วย

สำหรับในการทำขนมทองโย๊ะใบเตยครั้งที่ 2 นั้น เด็กๆ ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ผลของการลงมือทำนั้นยังไม่สำเร็จตามที่หวังไว้ ซึ่งก็ยังเจอปัญหาหลายด้าน ดังนี้

1. สีของดอกอัญชันออกไม่ชัด อาจเป็นเพราะใช้อัญชันแห้ง (เนื่องจากดอกอัญชันโดนตัดก่อนที่เด็กๆ จะไปเก็บ)

2. รสชาติของขนมออกเค็มต้องลดปริมาณเกลือจากข้าวเหนียว 2 กิโล ต่องาขาว 500 กรัม เกลือ 80 มิลลิกรัม โดยจะลดปริมาณเกลือให้เหลือ 40 มิลลิกรัม

3. กดรูปแบบพิมพ์ที่วางไว้ยากเพราะข้าวเหนียวคืนตัวเร็ว วิธีการแก้ต้องกดแบบพิมพ์ตอนที่ข้าวเหนียวยังอุ่นๆ อยู่ แล้วเก็บเป็นชิ้นๆ เพื่อให้ข้าวเหนียวเซ็ตตัวแล้วจึงนำมาทอดจะได้ขนมที่กรอบอร่อยมากขึ้น

4. เด็กๆ ยังไม่มีแม่พิมพ์ จึงทำให้ในการปั้นขนมนั้นมีขนาดที่ไม่เท่ากัน ทำให้การทอดเกิดปัญหาคือสีของขนมมีความเข้มต่างกัน ขนมสุกไม่เท่ากัน จึงได้แก้ไขโดยใช้ไม้ไผ่มาสร้างเป็นแบบในการปั้น และเมื่อปั้นขนมแล้วจะนำไปแช่ตู้เย็น เพื่อเป็นการถนอมอาหารและค่อยนำมาทอดเมื่อต้องการ