ครูเตรียมสไลด์ครบ อธิบายชัดเจน แต่พอถามว่าใครสรุปเรื่องที่เพิ่งเรียนได้บ้าง ทั้งห้องกลับเงียบ สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้แปลว่านักเรียนไม่ตั้งใจเสมอไป หลายครั้งนักเรียนแค่ได้นั่งฟัง โดยไม่มีจังหวะให้ลงมือทำหรือพูดความคิดของตัวเอง
บทความนี้ใช้ หลักการสอนที่ดี 12 ข้อ จากเอกสารของสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดนนทบุรี เป็นโครงหลัก ไล่ตามลำดับข้อ 1 ถึงข้อ 12 โดยแต่ละข้อมีตัวอย่างที่นำไปลองใช้ในห้องเรียนได้ ส่วนรูปแบบการสอนแบบ Jigsaw และ STAD จากเอกสารเรื่องการสอนแบบทันสมัย จะแทรกอยู่ในข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เห็นภาพว่าหลักการข้อนั้นทำจริงได้อย่างไร
12 ลักษณะการสอนที่ดีที่ครูทุกคนต้องมี
เอกสารต้นทางเปิดด้วยแนวคิดว่าครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ ใฝ่เรียน และพัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ เพราะการสอนที่ดีช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน จากนั้นจึงระบุลักษณะการสอนที่ดีไว้ 12 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1 ให้นักเรียนเรียนด้วยการลงมือทำ
การได้ลงมือทำจริงสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการนั่งฟังอย่างเดียว ครูคณิตศาสตร์อาจให้นักเรียนวัดความยาวห้องด้วยไม้บรรทัดและก้าวเท้า แล้วเปรียบเทียบว่าทำไมตัวเลขของแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน ก่อนจะอธิบายเรื่องหน่วยวัด
ข้อ 2 ให้นักเรียนเรียนด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม
งานกลุ่มทำให้นักเรียนได้แสดงความเห็น ยอมรับความเห็นของเพื่อน และฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น แต่งานกลุ่มที่ไม่มีการแบ่งหน้าที่มักจบที่เด็กสองคนทำ ที่เหลือนั่งดู รูปแบบการสอนแบบ Jigsaw ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะทุกคนมีข้อมูลที่เพื่อนต้องใช้
Jigsaw ตั้งชื่อตามเกมต่อภาพ ผู้เสนอวิธีนี้คนแรกคือ Aronson และคณะ นักเรียนแต่ละคนจะได้ศึกษาเนื้อหาเพียงส่วนเดียว แล้วต้องไปสอนเพื่อนให้ภาพครบ ขั้นตอนมีดังนี้
- ครูแบ่งหัวข้อเป็นส่วนย่อยเท่ากับจำนวนสมาชิกในกลุ่ม ถ้ากลุ่มละ 3 คน ก็แบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน
- จัดนักเรียนเป็น กลุ่มพื้นฐาน (Home Group) กลุ่มละ 3-4 คน ให้เก่งอ่อนคละกัน แต่ละคนรับผิดชอบอ่านเฉพาะส่วนของตัวเอง
- นักเรียนที่ได้หัวข้อเดียวกันแยกไปนั่งรวมกันเป็น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert Group) ช่วยกันอ่าน สรุป และคิดว่าจะนำเสนออย่างไร
- ทุกคนกลับกลุ่มเดิม ผลัดกันสอนเพื่อนทีละหัวข้อ เพื่อนซักถามได้
- นักเรียนแต่ละคนทำแบบทดสอบเนื้อหาทุกหัวข้อ แล้วนำคะแนนมารวมเป็นคะแนนกลุ่ม
- กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดรับรางวัลหรือคำชมเชย
ตัวอย่างเช่น ครูสังคมศึกษาสอนภูมิภาคของไทย 4 ภาค แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 4 คน แต่ละคนรับหนึ่งภาค ไปรวมกับเพื่อนที่ได้ภาคเดียวกันเพื่ออ่านและสรุป แล้วกลับมาสอนเพื่อนอีก 3 คน ใครไม่เตรียมตัว กลุ่มจะขาดข้อมูลไปหนึ่งภาคจริง ๆ
เอกสารต้นทางระบุว่า Jigsaw เหมาะกับการทบทวนเนื้อหาที่มีหลายหัวข้อ หรือบทเรียนที่แบ่งเป็นส่วนได้ และนักเรียนศึกษาจากเอกสารเองได้ ถ้าเนื้อหาต้องเรียนเรียงตามลำดับ เช่น ต้องเข้าใจเรื่องแรกก่อนจึงจะเข้าใจเรื่องที่สอง การแบ่งส่วนอาจทำได้ยาก
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือการจัดห้องเรียน โต๊ะที่หันหน้าเข้าหากันเป็นกลุ่มช่วยให้การคุยเริ่มได้เร็วกว่าแถวตอนลึก ลองซ้อมย้ายโต๊ะสักครั้งก่อนวันใช้จริง จะได้ไม่เสียเวลาทั้งคาบ
ข้อ 3 ตอบสนองความต้องการของนักเรียน
ข้อนี้ต้องการให้นักเรียนเรียนด้วยความสุข ความสนใจ และกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม ความสนใจของเด็กประถมกับเด็กมัธยมต่างกันมาก ครูจึงควรเข้าใจพัฒนาการเด็กของช่วงชั้นที่สอน เพื่อเลือกงานที่ไม่ง่ายหรือยากเกินไป
ข้อ 4 เชื่อมโยงวิชาที่สอนกับวิชาอื่น
การสอนให้สัมพันธ์กับวิชาอื่นในหลักสูตรช่วยให้นักเรียนเห็นว่าความรู้ไม่ได้แยกเป็นกล่อง เช่น ใช้งานศิลปะอธิบายวงจรน้ำในวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมครูคนเดียวทำได้เลย ส่วนระดับมัธยมอาจต้องตกลงกับครูอีกวิชา เอกสารต้นทางที่อธิบายเรื่องการบูรณาการแยกไว้เช่นนี้เหมือนกัน
ข้อ 5 ใช้สื่อโสตทัศนวัสดุให้เข้าใจง่ายขึ้น
สื่อประเภทภาพ เสียง และวิดีโอช่วยเร้าความสนใจและทำให้บทเรียนเข้าใจง่ายขึ้น การเลือกสื่อการสอนควรถามตัวเองก่อนว่าสื่อชิ้นนั้นช่วยให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนี้เร็วขึ้นหรือไม่ เอกสารเรื่องการสอนแบบทันสมัยรวบรวมเครื่องมือไว้หลายตัว เช่น Kahoot สำหรับถามตอบในห้อง และ Popplet สำหรับทำแผนผังความคิด แต่เอกสารฉบับนั้นเผยแพร่มาหลายปีแล้ว ก่อนใช้จริงควรตรวจว่าเครื่องมือยังเปิดให้ใช้และยังฟรีอยู่หรือไม่
ข้อ 6 จัดกิจกรรมให้หลากหลาย
กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายทำให้นักเรียนสนุก ได้ลงมือปฏิบัติ และเห็นผลงานของตัวเอง ใน 1 คาบอาจมีทั้งช่วงฟังสั้น ๆ ช่วงทำงานคู่ และช่วงนำเสนอ แทนที่จะใช้วิธีเดียวตลอดคาบ นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยการพูดจะได้พูด ส่วนนักเรียนที่ชอบวาดหรือเคลื่อนไหวก็มีที่ให้ใช้ความถนัด
ข้อ 7 ให้นักเรียนได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ
ข้อนี้ให้ครูซักถามหรือขอให้นักเรียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาง่าย ๆ เพื่อฝึกหาเหตุผล เปรียบเทียบ และพิจารณาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ คำถามที่ได้ผลมักเป็นคำถามปลายเปิดที่ขึ้นต้นด้วย "ทำไม" หรือลงท้ายด้วย "อย่างไรบ้าง" "อะไรบ้าง" "เพราะอะไร"
ลองถามในสามช่วง ก่อนทำกิจกรรมถามว่า "ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ต้องรู้อะไรเพิ่มบ้าง" ระหว่างทำถามว่า "กลุ่มเจออะไรที่ไม่คาดคิดไหม" หลังทำถามว่า "ถ้าทำใหม่ จะเปลี่ยนตรงไหน เพราะอะไร" เมื่อนักเรียนติดขัด ให้ถามต่อแทนการบอกคำตอบ และเว้นเวลาให้คิดจริง ๆ ก่อนเรียกตอบ
ข้อ 8 ส่งเสริมความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์
เอกสารยกตัวอย่างกิจกรรมสุนทรียภาพ เช่น ร้อยกรอง วาดภาพ และแสดงละคร ครูไม่จำเป็นต้องมีคาบศิลปะแยกต่างหาก ให้นักเรียนสรุปบทเรียนเป็นบทละครสั้นหรือภาพประกอบก็ได้ ข้อสำคัญคือส่งเสริมให้คิดสิ่งใหม่ที่มีประโยชน์ ไม่เลียนแบบใคร
ข้อ 9 ใช้การจูงใจระหว่างเรียน
รางวัล คำชมเชย คะแนนแข่งขัน และเครื่องเชิดชูเกียรติ ช่วยให้นักเรียนตั้งใจและขยันทำกิจกรรม ครูบางห้องทำเกียรติบัตรใบเล็ก ๆ ให้กลุ่มที่ช่วยกันดีที่สุดในสัปดาห์นั้น
ข้อควรระวังคือรางวัลที่ตกอยู่กับผู้ชนะซ้ำ ๆ อาจทำให้เด็กบางคนถอยออกจากกิจกรรม แนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานในเอกสารเรื่องการสอนแบบทันสมัยก็เตือนว่า ความเครียดและความวิตกกังวลทำให้สมองเรียนรู้ได้น้อยลง รูปแบบการสอนแบบ STAD แก้จุดนี้ด้วยการให้รางวัลตามความก้าวหน้า
STAD (Student Teams-Achievement Division) มาจากแนวคิดการเรียนเป็นทีมของ Slavin ตั้งอยู่บนหลักสามข้อ คือ ให้รางวัลเป็นทีมเพื่อให้สมาชิกต้องพึ่งพากัน ทุกคนต้องรับผิดชอบการเรียนรู้ของตัวเอง และทุกคนมีโอกาสสำเร็จเท่ากันเพราะวัดจากการทำคะแนนให้ดีกว่าเดิมของตัวเอง ลำดับกิจกรรมเป็นดังนี้
- ขั้นสอน ครูสอนเนื้อหาหรือทักษะ จะบรรยาย สาธิต ใช้สื่อ หรือให้ทดลองก็ได้
- ขั้นทบทวนเป็นกลุ่ม แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 4-5 คนที่ความสามารถต่างกัน ทุกคนต้องตอบคำถามได้ถูกครบ ถ้าสงสัยให้ถามเพื่อนในกลุ่มก่อนถามครู และต้องอธิบายเหตุผลของคำตอบได้
- ขั้นทดสอบย่อย นักเรียนทำข้อสอบคนเดียว ไม่ช่วยกัน
- ขั้นคิดคะแนนพัฒนาการ นำคะแนนครั้งนี้เทียบกับผลสอบครั้งก่อน ๆ ของคนนั้น ถ้าครั้งก่อนได้ 5 ครั้งนี้ได้ 7 ส่วนที่เพิ่มคือคะแนนพัฒนาการ แล้วรวมหรือเฉลี่ยของสมาชิกทุกคนเป็นคะแนนกลุ่ม
- ขั้นให้รางวัลกลุ่ม กลุ่มที่ถึงเกณฑ์ได้รับคำชมหรือติดประกาศบนบอร์ดห้องเรียน
นักเรียนที่เรียนอ่อนจึงช่วยทีมได้ด้วยการทำให้ดีกว่าครั้งก่อน ไม่ต้องแข่งกับเพื่อนที่เก่งกว่า ทำให้การสร้างแรงจูงใจในการเรียนเข้าถึงนักเรียนได้หลายระดับ
ข้อ 10 ส่งเสริมวิถีประชาธิปไตยในห้องเรียน
ข้อนี้คือเปิดโอกาสให้แสดงความเห็น รับฟังกัน เคารพความเห็นต่าง ยกย่องความเห็นที่ดี และให้นักเรียนมีส่วนร่วมวางแผนกับครู ตัวอย่างที่ทำได้ทันทีคือให้นักเรียนช่วยกันตั้งกติกาการทำงานกลุ่ม หรือโหวตเลือกว่าจะนำเสนอผลงานเป็นแบบไหน
ข้อ 11 เร้าความสนใจก่อนลงมือสอนเสมอ
ข้อนี้สั้นที่สุดในรายการ แต่ส่งผลต่อทั้งคาบ นักเรียนที่ยังไม่รู้ว่าต้องเรียนเรื่องนี้ไปทำไม มักไม่มีแรงฟังต่อ ครูวิทยาศาสตร์อาจวางแก้วน้ำสองใบไว้หน้าชั้นแล้วถามว่า "ถ้าหยดสีลงไปพร้อมกัน คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ครูภาษาไทยอาจฉายข้อความแชตที่อ่านได้สองความหมาย แล้วให้นักเรียนเถียงกันว่าผู้ส่งตั้งใจสื่ออะไร
อีกวิธีคือเทคนิค Know-Want-Learned ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่อยากรู้ในหัวข้อนั้น แล้วเติมสิ่งที่ได้เรียนรู้ตอนปิดคาบ ครูจะเห็นความรู้เดิมของนักเรียนตั้งแต่ต้นชั่วโมง
ข้อ 12 ประเมินผลตลอดเวลา
เอกสารระบุให้ประเมินด้วยวิธีที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การซักถาม และการทดสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการสอนตรงตามจุดประสงค์ แนวคิดการออกแบบย้อนกลับ (Backward Design) ช่วยให้ทำข้อนี้ง่ายขึ้น โดยให้ครูตอบสามคำถามก่อนลงรายละเอียดในแผนการสอน คือ นักเรียนควรเข้าใจอะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเข้าใจ และควรจัดประสบการณ์แบบไหนให้ไปถึงจุดนั้น
หลักฐานการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อสอบใหญ่ แบบทดสอบสั้น ๆ การสังเกตขณะทำกิจกรรม การตรวจการบ้าน และสมุดบันทึกการเรียนรู้ (Learning Log) ใช้ได้ทั้งหมด เมื่อเก็บไว้เป็นระบบ ครูจะปรับคาบถัดไปได้ทันที และยังใช้เป็นเอกสารประกอบการประเมินวิทยฐานะได้ด้วย การลองวิธีใหม่ สังเกตผล แล้วปรับ ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของสมรรถนะครูที่ครูพัฒนาได้เอง
สรุป
ทั้ง 12 ข้อชี้ไปทางเดียวกัน คือให้นักเรียนสงสัยก่อน ลงมือทำจริง ได้คิดและพูดความคิดของตัวเอง แล้วให้ครูตรวจดูผลอยู่ตลอด ข้อที่เริ่มได้ง่ายที่สุดคือข้อ 11 กับข้อ 7 เพราะใช้แค่คำถามที่เตรียมไว้ไม่กี่ข้อ ไม่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่ม
เมื่อพร้อมทำงานกลุ่ม Jigsaw เหมาะกับเนื้อหาที่แบ่งเป็นส่วนได้และมีเอกสารให้อ่าน ส่วน STAD เหมาะกับห้องที่ระดับความสามารถต่างกัน เพราะวัดความก้าวหน้าของแต่ละคนแทนการเทียบกัน เลือกหนึ่งข้อที่ตรงกับบทเรียนสัปดาห์หน้า ลองใช้ แล้วจดว่านักเรียนตอบสนองอย่างไร หากต้องการแนวทางอื่นเพิ่มเติม บทความอื่นของ Starfish Labz มีเนื้อหาสำหรับครูให้อ่านต่อ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอน
Q1: หลักการสอนที่ดี 12 ข้อ ครูควรเริ่มทำข้อไหนก่อน?
เริ่มจากข้อที่ใช้เวลาน้อยและเห็นผลเร็ว คือข้อ 11 เร้าความสนใจก่อนสอน เช่น เปิดคาบด้วยคำถามชวนสงสัยหรือของจริงหน้าชั้น และข้อ 7 เพิ่มคำถามปลายเปิดอย่าง "ทำไมถึงคิดแบบนั้น" ในคาบปกติ เมื่อคุ้นแล้วจึงขยับไปงานกลุ่มตามข้อ 2 และเก็บผลจากแบบทดสอบสั้น ๆ ตามข้อ 12 เพื่อดูว่าควรปรับตรงไหน
Q2: Jigsaw กับ STAD ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน?
Jigsaw ให้นักเรียนแต่ละคนเรียนเนื้อหาคนละส่วนแล้วสอนเพื่อนกันเอง คะแนนกลุ่มมาจากผลสอบรวมของสมาชิก ส่วน STAD ให้ครูสอนก่อนแล้วกลุ่มช่วยกันทบทวน คะแนนกลุ่มมาจากคะแนนพัฒนาการเทียบกับครั้งก่อนของแต่ละคน ถ้าเนื้อหาแบ่งเป็นหัวข้อย่อยได้และนักเรียนอ่านเอกสารเองได้ เหมาะกับ Jigsaw แต่ถ้าในห้องมีนักเรียนระดับต่างกันมากและอยากให้ทุกคนมีส่วนช่วยทีม STAD จะเหมาะกว่า
แหล่งอ้างอิง