เมื่อพูดถึงคำว่า Skill หรือทักษะ หลายคนมักนึกถึงความสามารถด้านวิชาชีพ เช่น ทักษะการทำอาหาร ทักษะการคำนวณ ทักษะการอ่านเขียน ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็น Hard Skill  คือสิ่งที่เราเรียนรู้จนเกิดความชำนาญ และนำไปต่อยอดประกอบอาชีพได้ แต่ยังมีทักษะอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีสอนในห้องเรียน นั่นก็คือ Soft Skill ซึ่งเป็นทักษะที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน รวมถึงการเข้าใจอารมณ์ตนเอง ในโลกยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง ทักษะด้านวิชาชีพอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เด็กๆ ควรมีโอกาสได้พัฒนา Soft Skill ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ Hard Skill เพื่อให้ทำให้พวกเขาเติบโตเป็นมืออาชีพได้ในทุกสายงาน

Soft Skill จำเป็นจริงหรือ?

รายงานจากสถาบันวิจัย Childrentrends.org ของสหรัฐฯ ทำการศึกษาคนรุ่นใหม่ที่อายุระหว่าง 15-29 ปี เกี่ยวกับการทำงาน พบว่า Soft Skill ที่เกี่ยวกับทัศนคติ ความสม่ำเสมอ ทักษะการเข้าสังคม มีผลต่อการประสบความสำเร็จในการทำงาน มีโอกาสได้รับการจ้างงานมากกว่า โดย Soft Skill สำคัญที่คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมี เพื่อความสำเร็จในการทำงาน ประกอบด้วย 5 ทักษะ คือ ทักษะการเข้าสังคม ทักษะการสื่อสาร ทักษะการควบคุมอารมณ์ ทักษะการคิดขั้นสูง และ  ทัศนคติเชิงบวกต่อตนเอง เนื่องจากทักษะเหล่านี้ ช่วยให้สามารถปรับตัว ฝ่าฟัน รับมือกับปัญหา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ 

ทักษะการเข้าสังคม

ทักษะการเข้าสังคม เป็นทักษะที่ทำให้เราอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมได้อย่างสงบสุข ประกอบไปด้วย การเคารพซึ่งกันและกัน การรับมือกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งการรู้จักแสดงความขอบคุณอย่างเหมาะสม พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยให้ลูกมีทักษะสังคมที่ดีได้ ดังนี้

  • ให้โอกาสเป็นตัวของตัวเอง : ส่งเสริมให้ลูกได้เป็นตัดสินใจด้วยตัวเองทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น อาจถามลูกว่า “ลูกจะกินข้าวต้มหรือแซนวิชด์เป็นอาหารเช้า” และไม่วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของลูก เมื่อพ่อแม่รับฟังลูก พวกเขาก็จะรับฟังคนอื่นๆ และมีความเชื่อมั่นเมื่อเข้าสังคมด้วยตัวเอง
  • สอนความเห็นอกเห็นใจ : ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น เมื่อลูกเล่าว่าเพื่อนในห้องถูกแกล้ง ลองตั้งคำถามให้ลูกจินตนาการว่าหากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นลูกจะรู้สึกอย่างไร ก่อนที่ลูกจะตัดสินใครจากการกระทำ อาจชวนให้ลูกคิดถึงความไปได้อื่นๆ เช่น เพื่อนที่ขาดเรียนบ่อยๆ อาจไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ แต่อาจเป็นเพราะเขาไม่สบายมีโรคประจำตัว การฝึกให้เด็กๆ ไม่ด่วนตัดสินเรื่องต่างๆ อย่างฉาบฉวย จะค่อยๆ สร้างความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นในใจลูกได้
  • เคารพความแตกต่าง : เด็กๆ จำเป็นต้องเข้าใจว่าสิ่งที่แตกต่างจากเรา อาจไม่ใช่สิ่งผิดเสมอไป ทุกคนที่มีความคิดความเชื่อต่างกันสามารถอยู่รวมกันได้ภายใต้กฏเกณฑ์ที่สังคมยอมรับ การแสดงความคิดเห็น และโต้เถียงบนหลักการ และเหตุผลโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ทำได้ และไม่จำเป็นว่าการแสดงความคิดเห็นต้องจบด้วยการเห็นตรงกันเสมอไป ถึงแม้จะคิดต่างกัน ก็ยังทำงานร่วมกัน อยู่ร่วมกันได้ เพราะความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม

ทักษะการสื่อสาร

ทักษะการสื่อสาร ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน คือ ความสามารถแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม สามารถตีความและถ่ายทอดความรู้หรือแนวคิดต่างๆ ออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ซึ่งเราช่วยสร้างทักษะการสื่อสารให้ลูกได้ ดังนี้ 

  • ฝึกจับใจความและเล่าเรื่อง : ให้ลูกเล่าเรื่องที่อ่านในหนังสือ หรือหลังจากดูหนังกับลูก ลองให้เด็กๆ เล่าเรื่องย่อให้ฟัง อาจฝึกให้ลูกเขียนเรื่องย่อหนังสั้นๆ เป็นการฝึกจับใจความ จัดลำดับความสำคัญ และถ่ายถอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้
  • สื่อสารด้วย Body Language : การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด เช่น การสบตาคู่สนทนา การพยักหน้าขณะที่รับฟัง หรือการแสดงสีหน้าต่างๆ เด็กๆ เรียนรู้ได้จากพฤติกรรมของพ่อแม่คนใกล้ชิดที่สื่อสารกับพวกเขา ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยการสบตาขณะสนทนากับลูก แสดงอารมณ์ผ่านสีหน้าท่าทางอย่างเหมาะสม และควบคุมอารมณ์เชิงลบขณะสนทนา

ทักษะการควบคุมอารมณ์

ในชีวิตการทำงาน ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันมากมาย ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่ มักมองหาคุณสมบัติของพนักงานที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีและมีวินัย เราสามารถปลูกฝังทักษะเหล่านี้ให้กับเด็กๆ ได้ ดังนี้

  • หยุดและคิด : สอนลูกว่า เมื่อใดก็ตามที่ลูกเกิดความรู้สึกเชิงลบ ควรสอนลูกให้หยุดและคิด ก่อนจะพูดหรือตอบสนองออกมา บอกให้เขาเข้าใจว่าทุกการกระทำ ทุกคำพูด จะมีผลลัพธ์ตามมาเสมอ นอกจากนี้ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการควบคุมอารมณ์ให้ลูกเห็นด้วย
  • เท่าทันอารมณ์ : ฝึกให้ลูกสังเกตอารมณ์ของตัวเอง เช่น เมื่อเห็นว่าลูกกำลังหงุดหงิด และเริ่มทำเสียงปึงปัง พ่อแม่ควรเตือนสติลูกว่า แม่รู้ว่าลูกกำลังหงุดหงิด แต่การทำข้าวของเสียงดังแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การช่วยลูกระบุอารมณ์ทุกครั้งที่มีโอกาส จะทำให้พวกเขาหัดสังเกตตัวเอง เมื่อเข้าใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไร ก็จะควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
  • สอนรับมืออารมณ์เชิงลบ : อารมณ์เชิงลบต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แทนที่จะบอกลูกว่าห้ามโกรธ ห้ามร้องไห้ ควรเปลี่ยนเป็นสอนให้ลูกรับมือกับอารมณ์เหล่านั้นอย่างเหมาะสม เช่น เมื่อโกรธ ลูกควรหายใจเข้า-ออกลึกๆ เมื่อเสียใจ อาจนั่งพักสงบสติอารมณ์เงียบๆ บอกให้ลูกเข้าใจว่าอารมณ์เป็นสิ่งชั่วคราว เกิดขึ้นแล้วผ่านไป และควรแยกแยะอารมณ์ส่วนตัวกับการทำงาน

ทักษะการคิดขั้นสูง(Higher-order Thinking) 

เด็กๆ ที่เติบโตเข้าขึ้นในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ซึ่งเป็นการคิดวิเคราะห์ที่มีความซับซ้อนมากกว่าแค่การใช้ความจำแล้วนำมาเล่า การคิดขั้นสูง คือ ความสามารถที่จะประมวลข้อมูลความรู้ วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือนำมาสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ๆ ได้ เช่น เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าน้ำจะไหลลงจากที่สูงลงสู่บริเวณที่ต่ำกว่า หากต้องการรองน้ำจากอ่างล้างจาน มายังกะละมังซึ่งอยู่ที่พื้น โดยไม่มีสายยาง เด็กที่มีทักษะการคิดขั้นสูง อาจประยุกต์ใช้ขวดน้ำตัดเป็นกรวยรองน้ำให้ไหลลงมาด้านล่าง โดยที่ไม่ต้องออกแรงมาก ขณะที่เด็กที่ขาดทักษะความคิดขั้นสูง แม้จะรู้ว่าน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกว่า แต่อาจไม่สามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เป็นต้น พ่อแม่ช่วยให้ลูกฝึกทักษะการคิดขั้นสูงได้ ดังนี้

  • ไม่เบื่อคำถามของลูก : การตั้งคำถามของเด็กๆ ถือเป็นประตูไปสู่ทักษะการคิดขั้นสูงได้ ขอเพียงพ่อแม่ไม่เบื่อ และเมินหน้าหนีลูกๆ ไปเสียก่อน หากลูกสงสัยสิ่งต่างๆ แทนที่จะให้คำตอบลูกทันที อาจถามกลับว่า ลูกคิดว่าเป็นเพราะอะไร หรือ ชวนลูกไปหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วมาพูดคุยกันภายหลัง แม้ว่าพ่อแม่ต้องสละเวลาพูดคุย ให้คำตอบลูก แต่เชื่อเถอะค่ะว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ 
  • เชื่อมโยงคอนเซ็ปต์ : ฝึกให้ลูกคิดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เช่น วันวาเลนไทน์ที่กำลังมาถึง ลองชวนให้ลูกคิดว่า วันนี้เกี่ยวข้องกับอะไรได้บ้าง ลูกอาจบอกว่าคิวปิด ลองให้ลูกค้นหาต่อ ก็จะพบว่าคิวปิดเป็นเทพเจ้าในตำนานกรีกโบราณ ลองให้ลูกค้นคว้าเรื่องประเทศกรีก ก็อาจนำไปสู่เรื่องสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อยู่ในประเทศกรีก เพียงแค่เริ่มจากวันวาเลนไทน์ หากสามารถเชื่อมโยงคอนเซ็ปต์ ก็ต่อยอดความรู้ไปได้ไม่สิ้นสุด

ทัศนคติเชิงบวกต่อตนเอง

สร้างความรู้สึกให้ลูกเห็นคุณค่าในตนเอง และเชื่อว่าตนเองมีความสามารถที่จะรับมือสิ่งต่างๆ ได้ เป็นทักษะสำคัญต่อการทำงานในอนาคต เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าลองสิ่งใหม่ๆ กล้าตั้งเป้าหมายเพื่อไปสู่ความสำเร็จ พ่อแม่ช่วยให้ลูกมีทัศนคติเชิงบวกต่อตนเองได้ ดังนี้

  • ระวังคำพูดที่ใช้กับลูก : ควรระมัดระวังไม่ใช้คำพูดตีตราเด็กๆ เช่น ขี้เกียจ โง่ ดื้อ เกเร ฯลฯ หากเด็กๆ มีพฤติกรรมเชิงลบ ควรอธิบายว่าสิ่งที่ลูกทำไม่ดีอย่างไร และคุณอยากให้ลูกทำอะไร เพราะการใช้คำพูดเชิงลบตีตราเด็กบ่อยๆ อาจทำให้พวกเขาเชื่อว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ 
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก : พ่อแม่ที่ให้เวลา และมีสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตนเองเป็นที่รัก และมีความสำคัญ ซึ่งเป็นพื้นฐานต่อความภาคภูมิใจในตนเองได้
  • ให้แรงเสริมทางบวก : เมื่อลูกทำดี ควรเอ่ยคำชมที่ความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ เช่น เมื่อลูกสอบได้ที่ 1 แทนที่จะบอกว่าลูกเก่งมาก ลูกฉลาดมาก ควรพูดว่า ลูกพยายามมากเลยนะ หรือแม่รู้ว่าลูกตั้งใจเรียนมาก ดีใจด้วยนะ วิธีนี้ทำให้เด็กๆ เห็นว่าพ่อแม่ใส่ใจ และเห็นความตั้งใจ เป็นการสร้างทัศนคติที่ว่า “ฉันทำได้” ให้กับเด็กๆ

สุดท้ายแล้ว Soft Skill เหล่านี้ ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อหน้าที่การงานของลูกในอนาคต แต่ยังช่วยให้เด็กๆ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขอีกด้วย

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

ทักษะที่ลูกควรมี ในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม

ทักษะที่ลูกควรมี ในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม

Starfish Academy
Starfish Academy

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็อยากที่จะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดและเต็มความสามารถ เพื่อโตไปจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ ซึ่งการเลี้ยงดูของลูกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันที่ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่ามันมีการแข่งขันที่สูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งกา ...

2969 views 21.01.21
ทักษะที่ลูกควรมี ในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม
สร้างความมั่นใจให้ลูกผ่าน “การฝึกพูดกับตัวเอง”

สร้างความมั่นใจให้ลูกผ่าน “การฝึกพูดกับตัวเอง”

Starfish Academy
Starfish Academy

เมื่อเด็ก ๆ ต้องพูดหน้าชั้นเรียน เตรียมตัวเข้าห้องสอบ หรือลองทำอะไรใหม่ ๆ อาจจะเกิดอาการตื่นเต้นหรือไม่มั่นใจขึ้นมาได้ ซึ่งนอกจากการให้กำลังใจเด็ก ๆ แล้ว อีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกได้ คือการฝึกให้เขารู้จักพูดกับตัวเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ...

1292 views 23.11.20
สร้างความมั่นใจให้ลูกผ่าน “การฝึกพูดกับตัวเอง”
หมดปัญหา เรียนมาไม่ตรงสาย แค่เข้าใจความถนัดลูก

หมดปัญหา เรียนมาไม่ตรงสาย แค่เข้าใจความถนัดลูก

Starfish Academy
Starfish Academy

พูดถึงเรื่อง “ความถนัด” สมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่คงคุ้นกับคำว่า “พรสวรรค์” ใช่ไหมคะ และสิ่งนี้เองที่ถ้าพัฒนาอย่างถูกทาง ก็จะทำให้ลูกได้มองเห็นอนาคต มองเห็นหนทางของชีวิตได้ไวและเร็วกว่า วันนี้เราจึงมีไอเดียง่าย ๆ มาช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้หา “ความถนัด” ให้กับลูก ...

1427 views 30.11.20
หมดปัญหา เรียนมาไม่ตรงสาย แค่เข้าใจความถนัดลูก