พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์เหมือนกันตรงที่ ต้องทดลอง ต้องปฏิบัติ เรียนฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา แล้วครูไม่พาเด็กทำ Lab ก็ไม่แตกต่างจากอ่านตำราทฤษฎีปั่นจักรยาน 3 ปี แต่ไม่เคยปั่นจักรยานเลย เด็กก็ไม่รู้จริง ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น เอาไปใช้ต่อไม่ได้ เพราะขาดประสบการณ์การทดลอง (Lab)พระพุทธศาสนาก็เช่นกัน ต้องทำ ต้องสัมผัส จึงจะเห็นความจริง เข้าใจความจริง เห็นคุณค่า ถ้าเขาไม่เห็นคุณค่า จะนำไปใช้จริงกับตนเอง และใช้กับผู้อื่นได้อย่างไร หากเด็กเรียนแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์

เรียนแล้วไม่มีความหมาย หรือคุณค่าต่อชีวิตเขา เด็กเยาวชนก็มีสิทธิที่จะไม่อยากเรียนก็ได้เพราะเรียนไปแล้ว มีแต่ “ความทุกข์ เครียด เซ็ง น่าเบื่อ..ฯลฯ และเมื่อเด็กเยาวชนปฏิเสธพระพุทธศาสนาอนาคตข้างหน้าก็อย่าคาดหวังว่าพวกเขาจะมาทำนุ บำรุง รักษา และปกป้องพระพุทธศาสนาอีกต่อไป เพราะตัวเขาเข้าไม่ถึง “แก่นธรรมคุณค่า”ของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด

ใครคือผู้ทำให้เด็กเยาวชนเข้าไม่ถึงแก่นธรรมเรื่องนั้น ๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้สอน พระสอนศีลธรรมเป็นตัวแปรหลักสำคัญในเรื่องนี้เพราะเป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน แต่การจัดการศึกษาคงไม่ใช่อยู่แค่ตัวผู้สอนแน่นอนและมีเหตุผล ปัจจัยอะไรบ้างเกี่ยวข้อง สิ่งที่เด็กเยาวชนเขาเรียกร้อง คือ ผล (รับผลกระทบ)...หลักสูตร เนื้อหาเรียนเยอะมาก ๆ อันนี้ก็น่าเห็นใจครูครับ ตัวชี้วัดก็บีบรัดครู ครูเครียด เด็กก็เครียด...

แต่ที่หนักกว่าหลักสูตรแกนกลาง คือหลักสูตรธรรมศึกษาของแม่กองธรรมนะครับ หนักว่าหลักสูตรแกนกลางอีก ก็บังคับให้สอบอีกหนักกว่าอีก ก็พาเด็กทุจริตสอบเสียเอง..วิธีการสอน ..ตัวผู้สอนเอง และการวัดประเมินผล เน้นจำสอบ คือ เหตุปัจจัยถ้าเหตุปัจจัยดี จะต่อว่ากล่าวโทษเด็กไปใยด้วยเหตุการณ์เช่นนี้ ทำให้นึกถึงประโยคที่ Dr. Heidi Hayes Jacobs (2010) ได้เคยเสนอคำถามไว้ ในการพัฒนาหลักสูตรและการสอน สู่ศตวรรษที่ 21 ไว้ 3 ข้อว่า

  • What do we cut? เราควรตัดสิ่งใดออกไปบ้าง?
  • What do we keep? เราควรเก็บรักษาสิ่งใดไว้บ้าง?
  • What do we create? เราควรสร้างสรรค์สิ่งใดบ้าง?

สรุปคือ วิชาพระพุทธศาสนา ควรจะต้อง ตัด-เก็บ-สร้างสรรค์สิ่งใดบ้าง? ที่สอดคล้อง และเหมาะสมต่อการนำไปใช้จริงของเด็กเยาวชนในสภาวะการณ์ปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้ หวังว่าผู้ใหญ่ คณะสงฆ์ ต้องมีความใจกว้างมากพอ มีความเมตตาสูง อย่ากล่าวโทษต่อว่าเด็กลูกหลานว่า ไม่ดี หัวรุนแรง “ฟังเสียงหัวใจของเขาอย่างลึกซึ้ง” โดยไม่ตัดสินอาจจะทราบว่า เขาทุกข์มากแค่ไหน เขาต้องกล้ามากแค่ไหนที่ต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องกับความทุกข์ที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นแล้วทบทวน แก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานควรตัด - เก็บ – สร้างสรรค์อะไรใหม่ เพื่อให้เด็กเยาวชน “ได้นำธรรมไปทำจริง”ให้มีความสอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ผมเตือนพระ มา 2-3 ปี หลายเวที ระวังนะท่านเรื่องนี้ผมเตือนสติพระสอนศีลธรรม ลูกศิษย์หลายเวทีหากท่านไม่ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการสอนเพื่อให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับเด็ก จัดการเรียนรู้ให้ตอบสนองความสนใจใฝ่รู้ของเด็กท่านอาจไม่มีโอกาสได้เข้าไปสอนในโรงเรียนอีกเลยเพราะการจัดการเรียนรู้ของท่านไม่มีคุณภาพพอที่จะบ่มเพราะปัญญา ศีลธรรม ความสุขให้กับผู้เรียนได้สถานศึกษาขาดความมั่นใจ ไม่นิมนต์อีกเลย และเด็กเยาวชนจะไม่อยากเรียนพุทธศาสนา เขาจะออกมาเรียกร้องพวกท่านนะ!! 2-3 ปี ที่ผมเคยพูดไว้หลายเวทีหลายจังหวัด ก็เกิดขึ้นคำถามคือ พระเอง ครูผู้สอนเองจะทำให้ห้องเรียนพระพุทธศาสนาเป็นห้องเรียนที่มีชีวิต เป็นห้องเรียนที่ความสุขในการเรียนรู้ ใฝ่รู้ เป็นห้องเรียนที่มีความหมาย และมีคุณค่าต่อผู้เรียนได้อย่างไร การจะช่วยบ่มเพราะปัญญา คุณธรรม ความสุข ให้กับเด็กเยาวชน อยากสอนให้เป็นคนดี อย่างน้อยๆ ผู้สอน / พระเอง ต้องมีของ D 4 อย่างกับตัว ดังนี้

D1 : #มีความประพฤติดี

อย่าหนีสอน ทิ้งห้องเรียน ไม่รับผิดชอบหน้าที่ รักการสอน เป็นแบบอย่างที่ดีของคุณธรรมด้านต่าง ๆ จะสอนอบายมุข ยังสูบบุหรี่อยู่เลย ท่าที การจัดการอารมณ์ตนเองให้เป็น มีสติ ฯลฯ สรุป จรณะ (Soft skills) ท่านต้องมีดี ถึงจะสอนเขาให้ได้ดี นึกถึงพระสารีบุตรที่เห็นแบบอย่างที่ดีจากพระอัสสชิ แล้วปฏิบัติตามครับ ชัดเจนสุด

D2 : #แผนการสอนดี

พระต้องเขียนแผนเป็น และต้องเป็นแผนเน้นกระบวนการใฝ่รู้ (AL) มากกว่า การท่องจำสอบ

เด็กเยาวชนไม่ใช่ก้อนหิน ขอนไม้ เขามีความรู้สึก พระไม่ใช่จะพูดจะทำอะไร ตามใจตนเอง หากลูกเขาเป็นอะไรขึ้นมา รับผิดชอบไหวไหม หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแล้วเข้าห้องสอน ขาดการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าถึงแก่นธรรม คุณค่า ถ้าแบบนั้นสอนเด็กให้เชื่ออันตรายมาก เพราะจำหลักได้แต่เข้าไม่ถึงแก่นธรรมเรื่องนั้น ๆ เด็กเอาไปใช้จริงไม่ได้ สอนแค่จำ คืออะไร มีเท่าไร อะไรบ้าง (Knowledge) เอาแค่จำสอบ สอนพุทธะต้องตื่นรู้ การตื่นรู้ต้องฝึกฟังให้ทำ ตั้งคำถามสอนคิด เปิดโอกาสให้คิดมากกว่าการสอนให้เชื่อตาม ถ้าไม่ได้ฝึกสมองคิดพัฒนาปัญญาเด็ก เมื่อเจอปัญหาในชีวิตเขาจะแก้ปัญหา (ทุกข์) ไม่ได้

D3 : #สอนดี

มีความเมตตา สร้างบรรยากาศอบอุ่น สนุก เร้า ท้าทาย เดินให้ทั่วถึงเด็ก ปรับจากห้องเรียนเงียบ ต่างคนต่างทำ เป็นห้องเรียนชีวิตมีความหมาย เรียนเป็นกลุ่มสอนกันเป็นทีม ทำหน้าที่เป็นโค้ชใช้คำถาม คือสอนคิด ใช้คำถามกระตุ้นส่งเสริมการคิดสู่ปัญญา ให้มองเห็นความจริงของชีวิต ฯลฯ...

D4 : #เด็กคุณภาพดี

เด็กต้องเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เด็กได้ฝึกฟัง (สุตะ) ได้ฝึกคิด (จินตะ/โยนิโสมนสิการ) ได้ฝึกทำ (ภาวนา/ลงมือปฏิบัติ) นำไปสู่เกิดสมรรถนะ ทักษะ คุณธรรม ศีลธรรม และผลการเรียนดี ทักษะวิธีการสอน สำคัญกว่าเนื้อหาที่สอนก็จริง แต่ที่สำคัญกว่าทักษะวิธีการสอน คือ จรณะ ความประพฤติ คุณธรรมของท่าน ความประพฤติไม่ดีก็สอนเด็กได้ไม่ดี ลูกเป็นอย่างที่พ่อแม่/ผู้ปกครองเป็น ศิษย์เป็นอย่างที่ครูเป็น ต้องมีทั้งจรณะ (Soft skills) วิชาการ (Hard skills) ควบคู่ผสานสอนเหนี่ยวนำกันไป

ให้กำลังใจพระสอนศีลธรรม และผู้สอนมั่นฝึกฝนพัฒนาการสอนครับ รักการสอน รักการพัฒนาเด็กเยาวชน เป็นแบบอย่างของความดี ความงาม ความจริงให้กับเด็กเยาวชนลูกศิษย์ “ศีลธรรม” คือรากฐานความสุขของสังคม คนขาดศีลธรรม คือ โรคป่วยของสังคม ช่วยเด็ก บ่มเพาะเด็กเยาวชนต่อไปด้วยจิตใจที่เมตตาของท่านครับ

ผู้เขียน


พระมหานพดล ธมฺมานนฺโท
พระมหานพดล ธมฺมานนฺโท

วิทยากรกระบวนการ ส่วนวางแผนและพัฒนาการอบรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, อาจารย์พิเศษจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, นักธรรมเอก ป.ธ.3, ปริญญาเอก (หลักสูตรการสอน) มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

ฟังเสียงหัวใจของเขาอย่างลึกซึ้ง : ตอนที่ 1

ฟังเสียงหัวใจของเขาอย่างลึกซึ้ง : ตอนที่ 1

สํานักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สํานักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เหตุการณ์เร็วไวจริงครับ สองอาทิตย์ที่แล้วผมได้พูดเรื่องนี้กับลูกศิษย์ที่เป็นพระสอนศีลธรรมแกนนำอีสานรูปหนึ่ง ขณะนั่งรถไปอบรมครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่างให้กับงานวิจัย ป.เอก นักศึกษาท่านหนึ่งที่ต่างจังหวัด ผมบอกว่า..“..ท่านคอยดูนะ เดี๋ยวเด็กเยาวชนจะออกมาประท้วงวิช ...

552 views 22.11.20
ฟังเสียงหัวใจของเขาอย่างลึกซึ้ง : ตอนที่ 1
อย่าชินกับการได้รับ..จนชา

อย่าชินกับการได้รับ..จนชา

สํานักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สํานักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

1. ความกลัดกลุ้มแก้ไขปัญหาของเมื่อวานไม่ได้ แต่ความกลัดกลุ้มทำให้ความสุขของวันนี้หายไป จงอยู่กับปัจจุบัน2. ขึ้นชื่อว่าบุพเพ ฯ มันย่อมมาเองโดยธรรมชาติ ยื้อแย่งไปก็ไม่อาจรั้ง หัวใจมีเพียงดวงเดียว อย่ายัดเหยียดอะไรใส่ลงมากเกินไป มากไปใจแตกสลาย3 ...

224 views 04.09.20
อย่าชินกับการได้รับ..จนชา
ความจริงที่ค่อยๆกัดกร่อนสังคม..สู่ชาติให้ผุพัง

ความจริงที่ค่อยๆกัดกร่อนสังคม..สู่ชาติให้ผุพัง

สํานักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สํานักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มีคำถาม เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในสังคมไทย ยุคแล้วยุคเล่า ความเน่าซุกใต้พรม ปัญหาที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระบบการพัฒนามนุษย์ หรือการศึกษาล้มเหลว การศึกษาตั้งแต่ที่บ้าน วัด สถาบันการศึกษา รวมถึงโครงสร้างของสังคมไทย ที่มีความเ ...

566 views 04.12.20
ความจริงที่ค่อยๆกัดกร่อนสังคม..สู่ชาติให้ผุพัง