โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว

เมื่อภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ แต่พาเด็กออกไปสำรวจโลก

สุประวีณ์
สุประวีณ์

1 ชั่วโมงที่แล้ว

จาก Countries & Nationalities สู่ Meals Around the World เมื่อภาษาอังกฤษกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาปีที่ 5–6 สิ่งที่ครูมักพบคือ เด็กสามารถจำคำศัพท์ได้ แต่เมื่อถึงเวลาต้องนำคำศัพท์เหล่านั้นมาใช้ในการสื่อสารจริง เด็กกลับไม่มั่นใจ คำถามหนึ่งจึงเกิดขึ้นกับฉันว่า“เราจะทำอย่างไรให้เด็กไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเพียงเพื่อจำ แต่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเรียนรู้สิ่งอื่นด้วย” จากคำถามนี้ บทเรียนเรื่อง Countries and Nationalities จึงไม่ได้จบอยู่ที่การจำชื่อประเทศและสัญชาติ แต่ถูกออกแบบให้เด็กได้ “ออกเดินทาง” ไปสำรวจโลกผ่านภาษาอังกฤษ และต่อยอดไปสู่เรื่อง Meals Around the World เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว : Where Are We From? กิจกรรมแรก เริ่มจากการเรียนรู้รูปประโยคสำหรับถาม–ตอบ เช่น
Where are you from?
I'm from Japan.
What nationality are you?
I'm Japanese.
แต่แทนที่จะให้เด็กฝึกถาม–ตอบกับเพื่อนคนเดิม ครูให้เด็กแต่ละคนเขียนประเทศที่ตนเองสนใจใส่ลงในกล่อง จากนั้นทุกคนสุ่มจับประเทศ และใช้เกมจับคู่ตามคำสั่งเพื่อค้นหาเพื่อนที่ได้ประเทศต่าง ๆ ก่อนถาม–ตอบและบันทึกข้อมูลจากเพื่อน 5 คน แล้วจึงสุ่มนักเรียนออกมานำเสนอ กิจกรรมที่ดูเหมือนเป็นเพียงการฝึกโครงสร้างประโยค จึงกลายเป็นสถานการณ์ที่เด็กต้อง ฟัง พูด จำข้อมูล สื่อสารกับเพื่อน และนำข้อมูลมาใช้ นี่คือจุดสำคัญของการเรียนภาษาแบบสื่อสาร เพราะภาษาไม่ได้ถูกเรียนเป็นเพียงกฎหรือคำศัพท์ แต่ถูกนำมาใช้เพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จ จากผู้เรียนภาษา สู่ Country Detective กิจกรรมต่อมา เด็กสุ่มกลุ่มและจับฉลากทวีป แต่ละคนในกลุ่มต้องเลือกประเทศที่ไม่ซ้ำกัน แล้วค้นคว้าข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Country , Nationality ,Famous Place ,Interesting Fact จากนั้นเด็กวาดภาพและสร้างประโยคภาษาอังกฤษอย่างน้อย 5 ประโยค เช่น
This is Japan.
Japanese people are from Japan.
Japan is in Asia.
Tokyo is the capital city.
Mount Fuji is a famous place in Japan.

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะเด็กไม่ได้กำลังเรียนภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ภาษาอังกฤษเป็น เครื่องมือในการค้นหาความรู้ เด็กต้องอ่านข้อมูล เลือกข้อมูลที่สำคัญ ทำความเข้าใจ แล้วเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้กลายเป็นประโยคของตนเอง ก่อนนำเสนอให้ผู้อื่นฟัง การเรียนรู้จึงเคลื่อนจาก ครูสอนคำศัพท์ → เด็กจำคำศัพท์ไปสู่ เด็กใช้ภาษา → เด็กค้นพบความรู้ → เด็กสร้างความหมาย → เด็กสื่อสารความรู้ แนวทางเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ British Council ที่เสนอว่า Project-Based Learning สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อเชื่อมการเรียนภาษาเข้ากับเนื้อหาที่มีความหมายและประเด็นในโลกจริงได้ แล้วอาหารก็พาเราเดินทางต่อ หลังจากเรียนรู้ประเทศและทวีป เด็กไม่ได้หยุดอยู่เพียงข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ แต่ครูพาเด็กเชื่อมโยงไปสู่เรื่อง Meals Around the World : Daily Meals : เรากินอะไรในแต่ละมื้อ โดยเด็กสุ่มกลุ่มและจับฉลากทวีป จากนั้นค้นคว้าว่าอาหารที่รับประทานเป็นอาหารเช้า กลางวัน และเย็นในประเทศต่าง ๆ มีอะไรบ้าง แล้วจัดข้อมูลลงในตาราง
Country Breakfast Lunch Dinner
Japan … … …
… … … …
จากนั้นเด็กต้องนำข้อมูลมาเขียนเป็นประโยค เช่น In Japan, people have ______ for breakfast. _____ for lunch.______ for dinner. แล้วนำเสนอและแลกเปลี่ยนกับเพื่อน กิจกรรมนี้ทำให้เด็กเห็นว่า ภาษาอังกฤษไม่ได้มีไว้พูดเรื่องในหนังสือเท่านั้น แต่สามารถใช้เพื่อ ค้นหาและเปรียบเทียบวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศต่าง ๆ จากการรู้จักอาหาร สู่การเป็นนักออกแบบอาหาร กิจกรรมต่อมา เด็กแต่ละกลุ่มค้นคว้าอาหารที่นิยมในแต่ละทวีปอย่างน้อย 5 เมนู จากนั้นเลือก 1 เมนูที่สนใจเพื่อสร้างสรรค์ในสัปดาห์ถัดไป เด็กต้องวางแผนว่า จะทำเมนูอะไร ต้องใช้วัตถุดิบอะไร มีวิธีทำอย่างไร หากไม่มีวัตถุดิบบางอย่าง จะใช้อะไรทดแทนได้ สมาชิกแต่ละคนรับผิดชอบอะไร จะนำเสนอเมนูของตนเองอย่างไร ตรงนี้ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็น เป้าหมายเดียว ของการเรียนอีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้เด็กค้นคว้า วางแผน และสื่อสารความคิด และเมื่อถึงกิจกรรมสุดท้าย เด็กแต่ละกลุ่มนำกระบวนการ STEAM Design Process มาใช้ในการวางแผนและสร้างสรรค์เมนูอาหารของตนเอง ก่อนนำเสนอและแลกเปลี่ยนกับเพื่อน จึงเกิดเส้นทางการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง
Country → Nationality → Continent → Culture → Food → Design → Creation → Presentation
สิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าคะแนนภาษาอังกฤษ เมื่อเรียนรู้ต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ สิ่งที่ครูสังเกตเห็นคือ นักเรียนจำคำศัพท์ได้ดีขึ้น และผลการทดสอบดีขึ้น แน่นอนว่าเราไม่ควรสรุปจากประสบการณ์ห้องเรียนเพียงห้องเดียวว่า กิจกรรมทั้งหมดเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ด้วย

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเด็กได้พบคำศัพท์เดิมซ้ำในหลายบริบท คำศัพท์ไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในแบบฝึกหัด แต่ถูกนำไปใช้ในการ ถาม–ตอบ ค้นข้อมูล เขียนประโยค จัดหมวดหมู่ นำเสนอ และสร้างผลงาน การที่เด็กได้เรียกคืนความรู้และนำไปใช้ซ้ำในบริบทต่าง ๆ จึงอาจช่วยให้ความรู้ถูกนำกลับมาใช้งานได้คล่องขึ้น งานวิจัยด้าน Retrieval Practice ก็สนับสนุนว่าการดึงความรู้จากความจำกลับมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ทำไมการเรียนแบบนี้จึงมีความหมาย?
กิจกรรมชุดนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้สมัยใหม่
1.Active Learning
เด็กไม่ได้เป็นผู้รับข้อมูลจากครูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงมือทำ ค้นหา ตัดสินใจ พูด เขียน และสร้างผลงาน
2. Communicative Language Learning
ภาษาอังกฤษถูกใช้เพื่อสื่อสารจริงในห้องเรียน เด็กไม่ได้เพียงตอบแบบฝึกหัด แต่ต้องถามเพื่อน รับฟังข้อมูล และถ่ายทอดสิ่งที่ค้นพบ
3. Inquiry-Based Learning
เด็กมีคำถามและต้องค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เช่น ประเทศนี้อยู่ที่ไหน คนในประเทศนี้มีสัญชาติอะไร อาหารที่นิยมคืออะไร และมีอะไรน่าสนใจ
4.Project-Based Learning
เมื่อเด็กต้องค้นคว้า วางแผน แบ่งหน้าที่ สร้างผลงาน และนำเสนอ กระบวนการเรียนรู้เริ่มมีลักษณะของการทำงานแบบโครงงานมากขึ้น งานทบทวนและวิเคราะห์งานวิจัยจำนวนมากพบว่า PBL มีแนวโน้มส่งผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ ทักษะการคิด และทัศนคติของผู้เรียน แม้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการออกแบบกิจกรรมและบริบทด้วยก็ตาม
5.Global Citizenship
เมื่อเด็กได้เรียนรู้ประเทศ ผู้คน ภาษา สถานที่ และอาหารที่แตกต่างกัน ห้องเรียนภาษาอังกฤษก็กลายเป็นพื้นที่ให้เด็กได้มองเห็นโลกที่กว้างกว่าชุมชนของตนเอง แนวคิด Global Citizenship Education ของ UNESCO ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งความรู้ ความเข้าใจทางสังคมและวัฒนธรรม และการนำความรู้นั้นไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม

บทเรียนสำคัญที่ครูได้รับ จากประสบการณ์ครั้งนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่า บางครั้งปัญหาที่เด็กจำคำศัพท์ไม่ได้ อาจไม่ใช่เพราะเด็ก ความจำไม่ดี เสมอไป แต่อาจเป็นเพราะคำศัพท์นั้นยังไม่ได้มีความหมายมากพอสำหรับเขา เมื่อคำว่า Japan ไม่ได้เป็นเพียงคำศัพท์หนึ่งคำ แต่เชื่อมโยงกับ Japanese, Asia, Tokyo, Mount Fuji, breakfast, lunch, dinner และวัฒนธรรมของผู้คน เด็กจึงได้พบคำเดิมหลายครั้งในบริบทที่แตกต่างกัน และเมื่อเด็กเป็นคนค้นหา คิด เลือก และนำเสนอด้วยตนเอง ความรู้ก็ไม่ได้มาจากครูเพียงฝ่ายเดียว ครูจึงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียง สอนภาษาอังกฤษ แต่กำลังออกแบบสถานการณ์ให้เด็ก ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเรียนรู้โลก นี่อาจเป็นความแตกต่างเล็ก ๆ ในการออกแบบบทเรียน แต่สร้างความแตกต่างอย่างมากต่อประสบการณ์ของผู้เรียน เพราะเป้าหมายของการเรียนภาษาอาจไม่ใช่เพียงให้เด็กตอบได้ว่า “What is the capital city of Japan?” แต่คือการทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่า“ภาษาอังกฤษช่วยให้ฉันค้นพบสิ่งที่ฉันอยากรู้เกี่ยวกับโลกได้” และเมื่อวันหนึ่งเด็กสามารถนำภาษาไปใช้เพื่อค้นหา สื่อสาร สร้างสรรค์ และแบ่งปันสิ่งที่ตนเองค้นพบได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เป็นเพียง “วิชาหนึ่งในตารางเรียน” อีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขอเป็นกำลังใจให้ครูทุกท่านที่กำลังทดลองออกแบบห้องเรียนของตัวเอง เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของเด็ก อาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนเพียงคำถามเดียวว่า “เราจะทำให้เด็กได้ใช้ความรู้ มากกว่าจดจำความรู้ได้อย่างไร”

1 ชอบ

0 ตอบกลับ

2 ดู

เพิ่มความคิดเห็น

เข้าร่วมชุมชนออนไลน์

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

Community resources