โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว

ห้องเรียนที่เหมาะกับเด็กแต่ละวัย

สุประวีณ์
สุประวีณ์

1 ชั่วโมงที่แล้ว

ห้องเรียนที่เหมาะกับเด็กแต่ละวัย
เมื่อการจัดห้องเรียนไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้สมองพร้อมเรียนรู้ ห้องเรียนที่ดี ไม่ได้สวยที่สุด แต่ต้องเหมาะกับเด็กที่สุด ลองนึกถึงห้องเรียนสองห้อง ห้องแรกมีผนังสีสวย มีผลงานเด็กติดเต็มไปหมด โต๊ะเก้าอี้จัดอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างดูเรียบร้อยจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง อีกห้องหนึ่งอาจไม่ได้สวยเท่า แต่มีพื้นที่ให้เด็กขยับ มีมุมให้ทำงาน มีสื่อที่เด็กหยิบใช้ได้ มีพื้นที่สำหรับพูดคุย และโต๊ะสามารถปรับเปลี่ยนตามกิจกรรมได้
คำถามคือ ห้องไหนเป็นห้องเรียนที่ดีกว่า? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ความสวยงาม แต่อยู่ที่คำถามว่า ห้องนั้นตอบสนองความต้องการของเด็กที่กำลังเรียนอยู่หรือไม่? เด็กอนุบาลไม่ได้ต้องการห้องเรียนเหมือนเด็ก ป.6
เด็ก ป.1 ไม่ได้เรียนรู้เหมือนเด็ก ป.5 และเด็กแต่ละวัยมีความต้องการด้านการเคลื่อนไหว ความเป็นอิสระ ความสัมพันธ์กับเพื่อน และการควบคุมตนเองแตกต่างกัน ดังนั้น การจัดบรรยากาศในชั้นเรียนจึงควรเริ่มจาก
เข้าใจเด็กก่อน จัดห้อง
สำหรับเด็กปฐมวัย การเรียนรู้จำนวนมากเกิดขึ้นผ่าน การเล่น การเคลื่อนไหว การใช้ประสาทสัมผัส และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ดังนั้นห้องเรียนอนุบาลไม่ควรเป็นพื้นที่ที่เด็กต้องนั่งอยู่กับโต๊ะตลอดเวลา ควรมีพื้นที่ที่แตกต่างกัน เช่น มุมสร้างสรรค์ บล็อก ตัวต่อ วัสดุปลายเปิด มุมบทบาทสมมติ ร้านค้า บ้าน โรงพยาบาล ห้องครัว มุมหนังสือ มีพื้นที่สงบสำหรับเด็กที่ต้องการพักจากกิจกรรม มุมศิลปะ ให้เด็กหยิบวัสดุและทดลองสร้างผลงาน สิ่งสำคัญคือ สื่อบางอย่างควรอยู่ในระดับสายตาและเอื้อมถึงของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถเลือกและเก็บอุปกรณ์ได้ด้วยตนเอง นี่ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างความสะดวก แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กฝึก การตัดสินใจ การวางแผน การลงมือทำ การเก็บของ และ ความรับผิดชอบ
เมื่อเข้าสู่ ป.1–ป.3 เด็กเริ่มต้องปรับตัวกับระบบโรงเรียนมากขึ้น เด็กต้อง ฟังคำสั่ง จดจำขั้นตอน ทำงานตามเวลา รอคอย ทำงานร่วมกับเพื่อน รับผิดชอบอุปกรณ์ แต่ EF ของเด็กยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ดังนั้นห้องเรียนควรมี โครงสร้างที่คาดเดาได้ ตัวอย่างเช่น ตารางกิจวัตรประจำวัน หรือใช้ภาพและสัญลักษณ์ช่วยบอกว่า
ต่อไปเราจะทำอะไร สิ่งเหล่านี้ช่วยลดภาระในการจำขั้นตอนทั้งหมดด้วยตัวเอง ตัวอย่างที่นำไปใช้ได้จริง แทนที่จะพูดว่า เก็บของให้เรียบร้อยแล้วเตรียมเรียนวิทยาศาสตร์ ครูอาจมีภาพ 3 ขั้น เก็บอุปกรณ์ วางหนังสือ นั่งประจำที่
เด็กจึงไม่ต้องพึ่งพาคำสั่งจากครูทุกครั้ง
เมื่อเข้าสู่ ป.4–ป.6 เด็กเริ่มสามารถคิดเชิงเหตุผลและเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริงได้มากขึ้ ห้องเรียนจึงไม่ควรเป็นเพียง ครูอยู่หน้าห้อง เด็กนั่งฟัง แต่ควรมีพื้นที่สำหรับ การทำงานกลุ่ม การอภิปราย การค้นคว้า การสร้างชิ้นงาน การนำเสนอ การแก้ปัญหา โต๊ะจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดียวตลอดทั้งวัน วันนี้อาจจัดเป็นกลุ่ม พรุ่งนี้อาจจัดเป็นคู่ หรือบางกิจกรรมอาจให้เด็กเลือกพื้นที่ทำงานของตัวเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าการจัดโต๊ะ คือ บรรยากาศทางอารมณ์ ห้องเรียนอาจสวยมาก แต่ถ้าเด็กกลัวครู ไม่กล้าถาม กลัวตอบผิด กลัวเพื่อนหัวเราะ ห้องเรียนนั้นก็อาจไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง
งานวิจัยด้านการเรียนรู้และพัฒนาการชี้ให้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและตอบสนองต่อเด็กต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นคำพูดของครูจึงเป็นส่วนหนึ่งของ สภาพแวดล้อมในห้องเรียน เช่นเดียวกับโต๊ะและเก้าอี้ และ เพื่อนก็เป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน บรรยากาศที่ดีไม่ได้เกิดจากครูเพียงคนเดียว ครูสามารถสร้างวัฒนธรรมในห้องว่า เราช่วยกันเรียน ไม่ใช่แข่งขันกันว่าใครเก่งกว่าใคร ให้เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งที่ต้องอาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การจัดห้องเรียนจึงไม่ใช่เรื่องของการซื้อโต๊ะใหม่
ไม่ใช่การติดโปสเตอร์ให้สวย และไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจัดห้องได้สวยที่สุด แต่คือการถามว่า พื้นที่แห่งนี้กำลังบอกเด็กว่าเขาเป็นใคร ถ้าห้องเรียนบอกว่า ครูเป็นคนรู้ทุกอย่าง เด็กมีหน้าที่นั่งฟัง เด็กก็อาจเรียนรู้ที่จะรอคำตอบ
แต่ถ้าห้องเรียนบอกว่า เด็กมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ถาม มีสิทธิ์ลอง และมีสิทธิ์ผิดพลาด ห้องเรียนก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กได้ฝึกเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว เราไม่ได้กำลังจัดห้องให้สวยสำหรับผู้ใหญ่ เรากำลังออกแบบพื้นที่สำหรับ สมอง หัวใจ และการเติบโตของเด็ก และห้องเรียนที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ห้องเรียนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือห้องเรียนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกว่า ที่นี่...ฉันเป็นตัวของตัวเองได้ และฉันพร้อมที่จะเรียนรู้

แหล่งอ้างอิง
-Piaget, J. — พัฒนาการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
-Vygotsky, L. S. (1978). Mind in Society. — การเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและบทบาทของผู้ใหญ่/เพื่อน
-Bronfenbrenner, U. (1979). The Ecology of Human Development. — พัฒนาการเด็กได้รับอิทธิพลจากบริบทแวดล้อมหลายระดับ
-Barrett, P., Davies, F., Zhang, Y., & Barrett, L. (2015). The impact of classroom design on pupils' learning. Building and Environment, 89, 118–133. งานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะห้องเรียนกับการเรียนรู้
-CAST. Universal Design for Learning (UDL) Guidelines. — การออกแบบสภาพแวดล้อมและการเรียนรู้ให้รองรับความแตกต่างของผู้เรียน
-Harvard Center on the Developing Child. งานเกี่ยวกับ Executive Function และความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ และการพัฒนาทักษะกำกับตนเอง

1 ชอบ

0 ตอบกลับ

2 ดู

เพิ่มความคิดเห็น

เข้าร่วมชุมชนออนไลน์

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

Community resources