โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว
เด็กที่ตอบไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเด็กไม่รู้
นางสาวเมลินดา
1 ชั่วโมงที่แล้ว
จากประสบการณ์ในห้องเรียน ครูมักพบเด็กบางคนที่อ่านโจทย์คณิตศาสตร์ได้ แต่เมื่อถามว่าโจทย์ต้องการอะไรกลับตอบไม่ได้ บางคนจำวิธีบวก ลบ คูณ หารได้ แต่เมื่อเจอโจทย์สถานการณ์กลับเลือกวิธีคำนวณไม่ถูก บางคนทำงานได้เกือบทุกขั้นตอน แต่ผิดเพราะรีบตอบโดยไม่อ่านโจทย์ให้จบ และบางคนเมื่อทำผิดครั้งแรกก็ไม่รู้ว่าจะย้อนกลับไปแก้ตรงไหน
ช่วงแรกครูอาจเผลอคิดว่าเด็กไม่ตั้งใจหรือไม่รอบคอบ แต่เมื่อครูลองสังเกตมากขึ้น กลับพบว่าเด็กบางคนมีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ยังจัดการกับความรู้ที่มีอยู่ได้ไม่ดีพอ
สิ่งที่ช่วยอธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ได้คือ Executive Function (EF) (ทักษะการบริหารจัดการตนเองของสมอง) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการจดจ่อ จำข้อมูลที่จำเป็น ควบคุมแรงกระตุ้น วางแผน และปรับเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล โดยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน), Inhibitory Control (การยับยั้งและควบคุมตนเอง) และ Cognitive Flexibility (ความยืดหยุ่นทางความคิด)
ตัวอย่างที่ครูพบได้บ่อยคือ เด็กคนหนึ่งสามารถตอบได้ทันทีว่า 8 × 7 เท่ากับ 56 แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโจทย์สถานการณ์ เด็กกลับไม่รู้ว่าต้องใช้การคูณ นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กจำสูตรไม่ได้ แต่เด็กต้องใช้ทักษะหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งอ่านโจทย์ จับข้อมูลสำคัญ จำข้อมูลไว้ เลือกวิธีคำนวณ และตรวจสอบคำตอบ
ครูจึงลองเปลี่ยนวิธีช่วยเด็ก จากเดิมที่เมื่อเห็นเด็กติด ครูจะบอกทันทีว่าให้ใช้การคูณ ครูเปลี่ยนมาใช้คำถามสั้น ๆ แทน เช่น โจทย์กำลังถามหาอะไร เรารู้อะไรจากโจทย์บ้าง ข้อมูลไหนสำคัญ ถ้าวิธีนี้ยังไม่ได้ผล เราลองวิธีอื่นได้ไหม
ตอนแรกเด็กอาจใช้เวลานานขึ้น แต่เมื่อทำซ้ำ เด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะหยุดก่อนตอบ อ่านโจทย์ให้ครบ และย้อนกลับมาตรวจสอบวิธีคิดของตัวเอง
อีกครั้งหนึ่ง ครูพบเด็กที่ทำแบบฝึกหัดผิดหลายข้อและเริ่มพูดว่า หนูทำไม่ได้ ครูไม่ได้รีบบอกคำตอบ แต่ให้เด็กเลือกข้อที่คิดว่าน่าจะทำได้ก่อน จากนั้นชวนเด็กดูว่าขั้นตอนไหนที่เริ่มผิด เมื่อเด็กค้นพบจุดผิดด้วยตัวเอง ครูจึงถามต่อว่า ถ้าลองใหม่ เราจะเปลี่ยนตรงไหน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กไม่ได้เพียงแก้โจทย์หนึ่งข้อ แต่กำลังฝึก Cognitive Flexibility (ความยืดหยุ่นทางความคิด) และเรียนรู้ว่าการทำผิดไม่ได้หมายความว่าตนเองทำไม่ได้ แต่สามารถกลับไปดูวิธีคิดและลองใหม่ได้
ในกิจกรรมกลุ่ม ครูยังพบเด็กบางคนที่รอคิวไม่ได้ พอมีคำตอบก็รีบพูดแทรก หรือเห็นเพื่อนทำงานช้าก็เข้าไปทำแทน ครูจึงสร้างกติกาง่าย ๆ ให้เด็กต้องฟังเพื่อนให้จบก่อนตอบ และกำหนดบทบาทให้แต่ละคนในกลุ่ม การทำเช่นนี้ช่วยให้เด็กได้ฝึก Inhibitory Control (การยับยั้งและควบคุมตนเอง) ผ่านสถานการณ์จริง แทนที่จะเป็นการสอน EF แบบแยกออกมาเป็นบทเรียน
งาน Systematic Review (การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ) ปี 2025 ที่ศึกษากิจกรรมทางกายในโรงเรียนกับเด็กประถม พบแนวโน้มว่ากิจกรรมที่ให้เด็กเคลื่อนไหวควบคู่กับการคิด จำกติกา ตัดสินใจ หรือควบคุมการตอบสนอง สามารถช่วยพัฒนา Inhibitory Control (การยับยั้งและควบคุมตนเอง) และ Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน) ได้ โดยเฉพาะเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การพัฒนา EF ไม่จำเป็นต้องเพิ่มแบบฝึกหัดอีกหนึ่งชุดให้เด็ก แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในวิธีที่ครูจัดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม การทำงานกลุ่ม การแก้โจทย์ปัญหา การให้เด็กอธิบายวิธีคิด หรือกิจกรรม Active Learning (การเรียนรู้เชิงรุก)
สิ่งสำคัญคือ ครูไม่ควรรีบสรุปว่าเด็กที่ทำงานไม่ได้มีปัญหา EF เพราะความสามารถในการเรียนรู้ยังเกี่ยวข้องกับความรู้เดิม ภาษา ความยากของงาน และปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก แต่การมองผ่านมุมของ EF ช่วยให้ครูเห็นว่า เด็กบางคนอาจไม่ได้ขาดความรู้ แต่อาจยังต้องการโอกาสฝึกจัดการกับความรู้ที่ตัวเองมี
สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของครูจึงไม่ใช่เพียงช่วยให้เด็กตอบถูก แต่คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้กระบวนการคิดของตัวเอง เพราะความรู้ที่เด็กจำได้อาจช่วยให้เขาตอบคำถามวันนี้ แต่ความสามารถในการจัดการกับความคิดของตัวเอง จะช่วยให้เขาแก้ปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อนได้ในวันข้างหน้า
บรรณานุกรม
González-del-Castillo, J. G., & Barbero-Alcocer, I. (2025). Effects of school-based physical activity programs on executive function development in children: A systematic review. Frontiers in Psychology, 16. อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม
Center on the Developing Child at Harvard University. (2014). Enhancing and Practicing Executive Function Skills with Children from Infancy to Adolescence. Harvard University. Harvard University – Center on the Developing Child
0 ชอบ
0 ตอบกลับ
2 ดู
เข้าร่วมชุมชนออนไลน์
แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง