โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว
เด็กไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่ตอบสนองต่อเขา
นางสาวเมลินดา
2 ชั่วโมงที่แล้ว
เคยไหมคะ เวลามีเด็กคนหนึ่งเดินเข้าหาครูแล้วพูดว่า “ครูครับ วันนี้ผมไม่อยากเรียน” เด็กอีกคนทำงานไม่เสร็จ ทั้งที่เพื่อนทำเสร็จกันหมดแล้ว บางคนพูดแทรก วิ่งเล่น ลุกจากที่นั่ง หรือแกล้งเพื่อนจนผู้ใหญ่ต้องเตือนซ้ำ ๆ และบางครั้งสิ่งแรกที่ผู้ใหญ่อยากพูดคือ “ทำไมไม่ตั้งใจ?” “บอกกี่ครั้งแล้ว?” หรือ “ทำไมเพื่อนทำได้ แต่เธอทำไม่ได้?”
แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมเด็กถึงทำแบบนี้?” เป็น “เด็กกำลังพยายามบอกอะไรเรา?” เราอาจมองเห็นเด็กคนเดิมในมุมที่แตกต่างออกไป เพราะพฤติกรรมของเด็กในหลายสถานการณ์อาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาที่ต้องแก้ แต่อาจเป็นข้อความที่เด็กยังไม่มีทักษะมากพอจะสื่อสารออกมา
เด็กที่ลุกจากที่นั่งตลอดเวลาอาจไม่ได้ต้องการก่อกวน เด็กที่ไม่ยอมทำงานอาจไม่ได้ขี้เกียจ และเด็กที่โกรธง่ายอาจไม่ได้เป็นเด็กนิสัยไม่ดี แต่อาจกำลังเผชิญกับความรู้สึกหรือสถานการณ์ที่ยังจัดการด้วยตัวเองไม่ได้
แนวคิด Serve and Return หรือการโต้ตอบไปมาระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ อธิบายให้เห็นว่า เด็กส่งสัญญาณออกมาผ่านคำพูด การร้องไห้ การถาม การแสดงสีหน้า หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ขณะที่ผู้ใหญ่มีหน้าที่รับสัญญาณและตอบกลับอย่างเหมาะสม
ศูนย์พัฒนาเด็กของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า การตอบสนองอย่างใส่ใจและต่อเนื่องมีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านภาษา อารมณ์ สังคม และสมองของเด็ก ดังนั้น ทุกครั้งที่เด็กแสดงความรู้สึกหรือพฤติกรรมบางอย่าง สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการทำให้พฤติกรรมนั้นหยุด แต่คือการลองมองว่าเด็กกำลังต้องการสื่อสารอะไรกับเรา
ลองนึกภาพว่าเด็กพูดว่า “ครูครับ ผมวาดรูปนี้ไม่สวยเลย” แทนที่จะรีบตอบว่า “ไม่เห็นต้องคิดมากเลย สวยแล้ว” ครูอาจถามว่า “แล้วหนูอยากให้มันเป็นแบบไหน?” คำถามสั้น ๆ นี้ทำให้เด็กมีพื้นที่อธิบายความคิดและความรู้สึกของตัวเอง และทำให้เขารู้ว่าผู้ใหญ่พร้อมรับฟัง การดูแลเด็กจึงไม่ใช่การรีบทำให้เด็กหยุดรู้สึกไม่ดี แต่คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เข้าใจและจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้
ในขณะเดียวกัน การดูแลที่ดีไม่ได้หมายถึงการแก้ปัญหาแทนเด็กทุกเรื่อง เมื่อเด็กทำของหาย เราไม่จำเป็นต้องรีบหาให้ เมื่อเด็กทะเลาะกับเพื่อน เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่าใครผิด และเมื่อเด็กทำงานไม่ได้ เราไม่จำเป็นต้องรีบบอกคำตอบเสมอไป เพราะเด็กเองก็ต้องเรียนรู้ผ่านความผิดพลาด ความผิดหวัง และความขัดแย้ง
การดูแลที่ดีจึงอาจหมายถึงการอยู่ข้าง ๆ เด็กและช่วยให้เขาค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร เช่น แทนที่จะพูดว่า “ไม่ต้องร้องไห้” อาจพูดว่า “ครูเห็นว่าหนูเสียใจมาก อยากเล่าให้ครูฟังไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?” หรือแทนที่จะถามว่า “ใครผิด?” อาจถามว่า “เกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ต้น?” เพราะคำถามเหล่านี้ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิด สื่อสาร ตัดสินใจ และกำกับตนเอง
พฤติกรรมที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นปัญหาจึงควรถูกมองให้ลึกกว่าพฤติกรรม เด็กที่ไม่อยู่นิ่งอาจไม่ได้ตั้งใจรบกวน เด็กที่ไม่ส่งงานอาจไม่ได้ขี้เกียจ และเด็กที่โกรธง่ายอาจไม่ได้ต้องการสร้างปัญหา งานด้านพัฒนาการเด็กของ Harvard อธิบายว่า ความเครียดในระดับหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการปรับตัว แต่ความเครียดที่รุนแรงหรือยืดเยื้อ โดยไม่มีความสัมพันธ์ที่ช่วยพยุง อาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้เด็กไม่เคยเจอกับความเครียด แต่คือการทำให้เด็กมีผู้ใหญ่ที่ช่วยเขาผ่านความเครียดและความยากลำบากไปได้
เรื่องวินัยก็เช่นเดียวกัน เด็กจำเป็นต้องมีขอบเขตและกติกาที่ชัดเจน แต่การมีวินัยไม่จำเป็นต้องเกิดจากความกลัว American Academy of Pediatrics ระบุว่า การลงโทษทางร่างกาย การตะโกน และการทำให้เด็กอับอายไม่ได้เป็นวิธีที่มีประสิทธิผลในระยะยาว หากเด็กผลักเพื่อน การพูดเพียงว่า “ห้ามทำอีก!” อาจทำให้เด็กหยุดพฤติกรรมได้ แต่ยังไม่ได้ช่วยให้เด็กเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น หรือครั้งหน้าควรจัดการอย่างไร
ผู้ใหญ่อาจพูดว่า “การผลักทำให้เพื่อนเจ็บ เราต้องหยุดก่อน แล้วมาดูกันว่าเมื่อกี้หนูโกรธเรื่องอะไร ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก หนูจะบอกเพื่อนด้วยวิธีไหนได้บ้าง?” เด็กยังคงได้รับขอบเขตที่ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้เรื่องอารมณ์ ความรับผิดชอบ และทางเลือกในการแก้ปัญหา
แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิทธิเด็กที่โรงเรียนปลาดาวให้ความสำคัญ เรามองเด็กในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีศักดิ์ศรี มีความรู้สึก มีสิทธิที่จะได้รับการรับฟัง และมีโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาด การกำหนดขอบเขตจึงสามารถทำไปพร้อมกับการเคารพเด็กได้
เด็กสามารถถูกเตือนได้ แต่ไม่จำเป็นต้องถูกทำให้อับอาย เด็กสามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองได้ โดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นเด็กไม่ดี และเด็กสามารถเรียนรู้ว่าการกระทำของตนส่งผลต่อผู้อื่นอย่างไร โดยยังคงรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
การดูแลเด็กจึงไม่ได้มองเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ดูแลด้วย กรอบ Nurturing Care Framework ขององค์การอนามัยโลกและ UNICEF ให้ความสำคัญทั้งต่อสุขภาพ ความปลอดภัย โภชนาการ โอกาสในการเรียนรู้ การตอบสนองของผู้ดูแล และสุขภาวะของผู้ดูแลเอง
เพราะผู้ใหญ่ที่เหนื่อยล้าและไม่มีพื้นที่ให้พัก อาจมีพลังในการตอบสนองต่อเด็กได้น้อยลง สำหรับบริบทของโรงเรียนปลาดาว การใส่ใจผู้สอนจึงมีความสำคัญไม่แพ้การดูแลผู้เรียน ทั้งการมีเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเหลือกัน การเปิดพื้นที่ให้ครูได้พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหา การทำงานเป็นทีม การสะท้อนการทำงานร่วมกัน
ท้ายที่สุด การดูแลเด็กอาจเริ่มจากการเปลี่ยนสายตาของผู้ใหญ่ จากการถามว่า “ทำไมเด็กถึงทำแบบนี้?” ไปสู่การถามว่า “พฤติกรรมนี้กำลังบอกอะไรเรา?” เพราะเป้าหมายของการดูแลเด็กไม่ใช่การทำให้เด็กเป็นเด็กที่ไม่สร้างปัญหา แต่คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เติบโตเป็นคนที่รู้จักความรู้สึกของตัวเอง สื่อสารความต้องการได้ รับมือกับความผิดหวังได้ ขอความช่วยเหลือเป็น แก้ปัญหาได้ และเข้าใจผู้อื่น
บรรณานุกรม/แหล่งอ้างอิง
World Health Organization. (2018). Nurturing care for early childhood development: A framework for helping children survive and thrive to transform health and human potential. WHO – Nurturing Care Framework
World Health Organization. (2022). Nurturing care handbook. WHO – Nurturing Care Handbook
UNICEF. Care for Child Development. UNICEF – Care for Child Development
Center on the Developing Child at Harvard University. Serve and Return: Back-and-forth exchanges. Harvard Center on the Developing Child – Serve and Return
Center on the Developing Child at Harvard University. Toxic Stress. Harvard Center on the Developing Child – Toxic Stress
Sege, R. D., & Siegel, B. S. (2018). Effective Discipline to Raise Healthy Children. Pediatrics, 142(6), e20183112. American Academy of Pediatrics – Effective Discipline to Raise Healthy Children
UNICEF. Caring for the Caregiver. UNICEF – Caring for the Caregiver
1 ชอบ
0 ตอบกลับ
6 ดู
เข้าร่วมชุมชนออนไลน์
แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง