โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว
Active Learning ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ให้เด็กลุกเดิน
สุประวีณ์
1 ชั่วโมงที่แล้ว
Active Learning ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ให้เด็กลุกเดิน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า "Active Learning" กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการศึกษา หลายโรงเรียนสนับสนุนให้ครูจัดกิจกรรมที่นักเรียนได้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว ทำงานกลุ่ม เล่นเกมส์ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในห้องเรียน จนบางครั้งเกิดความเข้าใจว่า "ถ้าเด็กนั่งเงียบ แสดงว่าไม่ Active" หรือ "ถ้าเด็กได้ลุกเดิน แสดงว่าเป็น Active Learning" แต่ในความเป็นจริงแล้ว Active Learning ไม่ได้หมายถึงการที่เด็กขยับร่างกายเพียงอย่างเดียว
หัวใจสำคัญของ Active Learning คือ "การที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ด้วยตนเอง" เด็กอาจกำลังนั่งอยู่กับที่ แต่กำลังคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม เปรียบเทียบ หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา นั่นก็ถือเป็น Active Learning ได้เช่นกัน ในทางกลับกัน เด็กอาจกำลังวิ่ง เล่นเกม หรือเดินรอบห้อง แต่หากกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้กระตุ้นการคิดหรือการสร้างความเข้าใจใหม่ ก็อาจเป็นเพียงกิจกรรมที่สนุก แต่ไม่ได้ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง
Active Learning มีรากฐานมาจากอะไร
แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ซึ่งเชื่อว่า ผู้เรียนไม่ได้เป็นภาชนะที่รอรับความรู้จากครู แต่เป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นจากประสบการณ์ การลงมือทำ และการเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของตนเอง นักจิตวิทยาการศึกษาหลายท่านสนับสนุนแนวคิดนี้
Jean Piaget อธิบายว่า เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและสร้างความเข้าใจด้วยตนเอง
Lev Vygotsky เน้นบทบาทของการเรียนรู้ร่วมกัน การพูดคุย แลกเปลี่ยน และการได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนหรือครู ขณะที่ John Dewey เชื่อว่า การเรียนรู้ควรเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงและการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ดังนั้น Active Learning จึงไม่ใช่เรื่องของ "การทำกิจกรรมเยอะ" แต่เป็นเรื่องของ "การมีส่วนร่วมทางความคิด" แล้ว Active Learning ในแต่ละช่วงวัยควรเป็นอย่างไร
ระดับอนุบาล : เรียนรู้ผ่านการเล่นและประสบการณ์ตรง
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการใช้ประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว และการเล่นเป็นหลัก กิจกรรมที่เหมาะสม เช่น
เกมส์บทบาทสมมติ เช่น ร้านขายของ โรงพยาบาล ร้านอาหาร การทดลองง่าย ๆ เช่น ลอย-จม หรือการผสมสี
เพลงประกอบท่าทาง การเล่านิทานแบบมีส่วนร่วม การเรียนรู้ผ่านฐานกิจกรรม ตัวอย่าง หากสอนเรื่องสัตว์ แทนที่จะให้เด็กดูภาพและท่องคำศัพท์ ครูอาจให้เด็กเลียนเสียงสัตว์ เดินแบบสัตว์ชนิดต่าง ๆ หรือเล่นเกมทายสัตว์จากลักษณะและเสียงร้อง ข้อดี ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก สร้างทักษะทางสังคมและอารมณ์ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติ
ระดับประถมต้น : เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและสิ่งที่จับต้องได้
เด็กวัยนี้เริ่มคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น แต่ยังต้องการสื่อรูปธรรมและประสบการณ์จริง กิจกรรมที่เหมาะสม เช่น เกมส์การศึกษา การทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ การใช้บัตรคำและสื่อรูปภาพ การสำรวจและเก็บข้อมูลกิจกรรมแบบสถานีการเรียนรู้ ตัวอย่าง ในการเรียนเรื่องเวลา แทนที่จะทำแบบฝึกหัดเพียงอย่างเดียว นักเรียนอาจเล่นเกม Human Clock โดยใช้ร่างกายแทนเข็มนาฬิกา และช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องเวลาในสถานการณ์ต่าง ๆ
ข้อดี ช่วยให้เข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมผ่านประสบการณ์จริง เพิ่มแรงจูงใจในการเรียน พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการสื่อสารและการคิดวิเคราะห์เบื้องต้น
ระดับประถมปลาย : เรียนรู้ผ่านการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
เด็กวัยนี้เริ่มคิดเชิงเหตุผลและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้มากขึ้น กิจกรรมที่เหมาะสม เช่น Project-Based Learning
การอภิปรายและโต้วาที STEM Education การแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง การออกแบบชิ้นงานและนวัตกรรม
ตัวอย่าง แทนที่จะเรียนเรื่องขยะจากหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว นักเรียนอาจสำรวจปริมาณขยะในโรงเรียน วิเคราะห์สาเหตุ และออกแบบแนวทางลดขยะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ข้อดี พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ส่งเสริมการแก้ปัญหา สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง
Active Learning ไม่ได้แปลว่าครูพูดไม่ได้ อีกความเข้าใจผิดหนึ่งคือ ครูไม่ควรอธิบายหรือบรรยายเลย ในความเป็นจริง ครูยังคงมีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถาม ชี้แนะ สรุปความคิด และออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ ความแตกต่างอยู่ที่ จากเดิมที่ครูเป็นผู้ส่งมอบความรู้เพียงฝ่ายเดียว กลายเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เด็กได้คิด ค้นหา ทดลอง และสร้างคำตอบด้วยตนเอง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ "วันนี้เด็กได้ลุกเดินหรือยัง" แต่คือ "วันนี้เด็กได้คิดอะไรบ้าง" "เด็กได้ตั้งคำถามอะไร" "เด็กได้ลองผิดลองถูกหรือไม่" และ "เด็กได้สร้างความรู้ด้วยตนเองมากน้อยเพียงใด" เพราะสุดท้ายแล้ว Active Learning ไม่ได้เริ่มต้นจากการขยับตัวของผู้เรียน แต่เริ่มต้นจากการขยับความคิดของพวกเขาต่างหาก
เอกสารอ้างอิง
Piaget, Jean. (1952). The Origins of Intelligence in Children. New York: International Universities Press.
Vygotsky, Lev S.. (1978). Mind in Society: The Development of Higher Psychological Processes. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Dewey, John. (1938). Experience and Education. New York: Macmillan.
Bruner, Jerome S.. (1966). Toward a Theory of Instruction. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Organisation for Economic Co-operation and Development. (2018). The Future of Education and Skills: Education 2030. Paris: OECD.
UNESCO. (2021). Reimagining Our Futures Together: A New Social Contract for Education. Paris: UNESCO.
Office of the Basic Education Commission. (2565). แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning). กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
1 ชอบ
0 ตอบกลับ
3 ดู
เข้าร่วมชุมชนออนไลน์
แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง