โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว
เมื่อเด็กบอกว่า "ไม่เป็นไร" อาจไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น
สุประวีณ์
59 นาทีที่แล้ว
ตลอดหลายปีของการเป็นครูหลายๆท่าน อาจเคยคิดว่าตัวเองพอจะดูออกว่าเด็กคนไหนเจ็บจริง และเด็กคนไหนร้องไห้เพราะตกใจ และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จนกระทั่งได้เจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง วันหนึ่งมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งเล่นกับเพื่อนในโรงเรียน และถูกลูกฟุตบอลเตะเข้าบริเวณง่ามนิ้วหัวมือ เธอไม่ได้มาบอกครูด้วยตัวเอง แต่มีเพื่อนแจ้งให้ครูในโรงเรียนให้ทราบบ้าง แต่เมื่อสังเกตอาการแล้ว เด็กยังขยับมือได้ พูดคุยได้ และดูเหมือนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เรื่องจึงผ่านไป สองวันต่อมา เด็กคนเดิมยังลงเล่นวอลเลย์บอลตามปกติ เธอตีลูก รับลูก และทำกิจกรรมเหมือนนักเรียนทั่วไป จนกระทั่งมีจังหวะหนึ่งที่วิ่งไปรับบอลแล้วชนกับเพื่อนตรงบริเวณมือข้างเดิม ครั้งนี้เธอร้องไห้ออกมา จึงพาไปห้องพยาบาล เมื่อกลับมา ฉันถามอาการ คำตอบที่ได้รับคือ
"ไม่เป็นไรค่ะ" ฉันสักเกตุสีหน้าท่าทางเธอก็ดูปกติ ฉันจึงคิดว่าเธอคงไม่เป็นอะไรมาก แต่ในวันต่อมา ผู้ปกครองพาเธอไปพบแพทย์ ผลการตรวจพบว่า ข้อหัวแม่มือเคลื่อนและมีกระดูกร้าวร่วมด้วยต้องใส่เฝือกเพื่อรักษา ยอมรับตามตรงว่า ตอนที่ทราบผล ฉันตกใจมาก เพราะไม่คิดว่าอาการที่ดูเหมือนไม่รุนแรง จะกลายเป็นการบาดเจ็บที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง และเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันนึกถึงนักเรียนอีกคนหนึ่ง เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เคยวิ่งชนเพื่อนแล้วร้องไห้อย่างหนัก ในตอนนั้น หลายคนรวมถึงตัวฉันเอง คิดว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กเล็ก ชนกัน ร้องไห้ แล้วเดี๋ยวก็หาย แต่สุดท้ายกลับพบว่ากระดูกข้อเท้าร้าว สองเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดในการดูแลเด็ก ไม่ใช่การขาดความใส่ใจ แต่คือการมั่นใจมากเกินไปว่าเรารู้ว่าเด็กกำลังรู้สึกอะไร
ในทางจิตวิทยา มีแนวคิดที่เรียกว่า Adult-Centered Perspective คือการที่ผู้ใหญ่มักใช้ประสบการณ์ของตนเองเป็นกรอบในการประเมินสถานการณ์ของเด็ก เราอาจคิดว่า "ถ้ากระดูกร้าวคงเดินไม่ได้" "ถ้าข้อเคลื่อนคงร้องไห้ตลอด" "ถ้าเจ็บมากคงบอกครูทันที" แต่ความจริงแล้ว เด็กไม่ได้ตอบสนองต่อความเจ็บปวดแบบเดียวกับผู้ใหญ่ เด็กหลายคนยังคงวิ่งเล่นต่อได้ ยังคงหัวเราะได้
และยังคงบอกว่า "ไม่เป็นไร" ทั้งที่ร่างกายกำลังได้รับบาดเจ็บ นักวิชาการด้านกุมารเวชศาสตร์พบว่า เด็กจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มรายงานความเจ็บปวดต่ำกว่าความเป็นจริง บางคนไม่อยากหยุดเล่นบางคนไม่อยากให้เพื่อนมองว่าตนเองอ่อนแอ บางคนกลัวว่าจะถูกห้ามทำกิจกรรม และบางคนยังไม่สามารถอธิบายความเจ็บปวดของตัวเองได้อย่างชัดเจน ยิ่งในวัยประถม เด็กยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ที่จะสังเกตร่างกายและสื่อสารความรู้สึกของตนเอง พวกเขาอาจรู้สึกว่าเจ็บ แต่ยังไม่เข้าใจว่าความเจ็บนั้นรุนแรงเพียงใด เหตุการณ์เหล่านี้จึงสอนฉันว่า เมื่อเด็กเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญไม่ใช่การตัดสินจากความรู้สึกของผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ควรสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง สอบถามซ้ำเป็นระยะ แจ้งผู้ปกครองให้รับทราบ และติดตามอาการแม้ในกรณีที่เด็กบอกว่า "ไม่เป็นไร" เพราะบางครั้ง เด็กอาจยังไม่รู้ว่าตัวเองเจ็บมากแค่ไหน ในฐานะครู เราอาจไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ทุกครั้ง เด็กก็ยังคงวิ่ง เล่น ล้ม ชน และเติบโตผ่านประสบการณ์เหล่านั้น แต่สิ่งที่เราทำได้ คือไม่ด่วนสรุป ไม่ใช้ประสบการณ์ของตัวเองเป็นคำตอบทั้งหมด และเปิดพื้นที่ให้ความเป็นไปได้ว่า อาการที่ดูเล็กน้อยในวันนี้ อาจเป็นสัญญาณของสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลมากกว่าที่เราคิด เหตุการณ์ทั้งสองครั้งไม่ได้ทำให้ฉันเป็นครูที่สมบูรณ์แบบขึ้น แต่ทำให้ฉันเป็นครูที่ระมัดระวังมากขึ้น และบางที นั่นอาจเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่เด็ก ๆ เป็นผู้สอนฉันเช่นกัน
2 ชอบ
0 ตอบกลับ
4 ดู
เข้าร่วมชุมชนออนไลน์
แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง