“การลงทุนด้านการศึกษา สำคัญเพียงใด”

“ชีวิต คือ การลงทุน” ในการดำเนินชีวิตของคนเราย่อมต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุนเสมอ ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกลงทุนในรูปแบบใด ซึ่งในครั้งนี้จะพูดถึง “การลงทุนด้านการศึกษา” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดี โดย คุณชนันพร ภูมิรัตน หรือ คุณแม่เฟิร์น เจ้าของเพจ “ลงทุนมัม” กับความคิดที่ว่า “การที่ลูกสามารถรับสิ่งที่ดี มีประโยชน์ตั้งแต่เล็กๆ พอเติบโตขึ้น เขาสามารถที่จะเอาสิ่งนี้ไปปรับใช้ให้สามารถเติบโตและก้าวหน้าได้ด้วยตัวเอง”

จุดเริ่มต้นของเพจ

เพจ “ลงทุนมัม” เป็นเพจที่ให้ความรู้ การแชร์ประสบการณ์ข้อมูลของแม่ๆ ในด้านการลงทุน ซึ่งนิยาม “การลงทุน” ของเพจลงทุนมัม จะเป็นการลงทุนในด้านการศึกษา ความรู้ให้กับลูก ข้อมูลด้านทักษะ พัฒนาการต่างๆ การพิจารณาโรงเรียนให้ลูก รวมถึงเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่สำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนเป็นการรีวิวโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา ค่าเทอม ฯลฯ ปัจจัยหลักๆ ที่เริ่มทำเพจ เนื่องจากว่าตอนที่เรากำลังดูโรงเรียนให้กับลูก หาข้อมูลเยอะมาก คือเราอยากได้หลักสูตรที่ค่อนข้างสมัยใหม่ พอเริ่มมีประสบการณ์ในการดูหลักสูตรก็เลยรู้สึกสนใจว่าหลักสูตรนี้เป็นยังไง แต่ละหลักสูตรต่างกันยังไง เพราะว่าสมัยก่อนโรงเรียนก็จะมีแค่หลักสูตรไทย และหลักสูตรนานาชาติที่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่เนื่องจากว่าปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติขยายในเมืองไทยมากขึ้น และเราก็สนใจในจุดนี้ เลยหาข้อมูล แยกแยะความหลากหลายของหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา สิงคโปร์ ฯลฯ ซึ่งได้ข้อมูลในระดับหนึ่ง เลยรู้สึกว่าเราเสียเวลาในการหาข้อมูลเยอะมาก และไม่อยากเก็บไว้คนเดียว จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดเพจนี้ขึ้นมา

อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่พ่อแม่ต้องคำนึงถึงในการเลือกลงทุนให้กับลูก

ปัจจัยเรื่องแรก คือ ปัจจัยด้านการเงิน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมาคิดคำนวณว่าเราต้องใช้เงินเท่าไหร่ โดยการเขียนประมาณการคร่าวๆ ตั้งแต่อยู่ในท้อง วางแผนค่าใช้จ่ายในการคลอด ฯลฯ ตลอดจนเรียนจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาว ทั้งนี้ ในการลงทุนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือส่วนที่เราคิดระยะสั้น ส่วนระยะยาวก็ดูว่าจะต้องเก็บเท่าไหร่ อยากจะลงทุนเท่าไหร่ ซึ่งการลงทุนไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยง ระยะเวลาที่เราอยากใช้ ค่าตอบแทนที่ได้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบ้านว่ามีความเชี่ยวชาญด้านไหน และรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ปัจจัยรองลงมา คือ คุณภาพการศึกษา เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องดู เพราะว่า การศึกษาไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนที่มีราคาแพงจะเหมาะสมและดีที่สุด แต่โรงเรียนเล็กๆ ก็สามารถมีได้ เพียงแต่ว่าเราต้องมีข้อมูลและศึกษาดูก่อนว่า สิ่งที่โรงเรียนให้ตอบโจทย์มากน้อยแค่ไหน ในส่วนของทักษะเสริมอื่น บางครั้งไม่จำเป็นต้องเรียนในโรงเรียนอย่างเดียว อยู่ที่ว่าเรารู้หรือไม่ว่าอยากให้ลูกเสริมอย่างไร ลูกมีความชอบด้านไหน ในฐานะพ่อแม่ก็ส่งเสริมสนับสนุนในด้านนั้น

ในฐานะพ่อแม่จะมีวิธีการวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกอย่างไร

เริ่มจากงบประมาณที่มี และลองมาคำนวณดูว่าใช้ระยะเวลากว่าลูกจะเรียนจบต่อปีจะต้องมีเงินเท่าไหร่ โรงเรียนไหนบ้างที่ตอบโจทย์ในส่วนของค่าเทอม การเรียนรู้ที่เราอยากได้ สิ่งอำนวยความสะดวก สิทธิต่างๆ ระยะทาง รวมไปถึงเมื่อลูกเราโตขึ้นเราต้องการให้เขาเป็นไปในทิศทางไหน ทั้งนี้ การวางแผน ไม่จำเป็นต้องวางแผนระยะยาว เพราะทุกอย่างสามารถปรับได้ จริงๆ แล้วไม่ได้สนับสนุนให้เลือกโรงเรียนที่ดีแต่ผู้ปกครองต้องรู้สึกเหนื่อย เพราะว่าการลงทุนที่ดีที่สุด คือ เราจะต้องมีเวลาให้กับลูก (Quality time) เพราะว่าเราคือครูคนแรกของลูก ดังนั้น การเรียนรู้ที่บ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าหากเราทำบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ได้

ทักษะด้านวิชาการด้านใดที่เห็นว่ามีความสำคัญในอนาคต

มองว่า ทุกอย่างในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเราเรียนวิชาการในตอนนี้ อีก 2-3 ปี อาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่สิ่งที่ยังมองว่าสำคัญอยู่ก็คือ ทักษะด้านภาษา อย่างน้อยถ้าเขาได้ภาษาที่ 2 3 4 มันเป็นข้อได้เปรียบที่เขาจะสามารถใช้สื่อสารกับผู้อื่น ในแง่หนึ่งคือการหาข้อมูล หาความรู้ ถ้าหากรู้ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เราสามารถหาข้อมูลจาก Google ได้ เพราะว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทันสมัย ส่วนมากก็จะเป็นภาษาอังกฤษ อย่างน้อยด้านภาษาควรจะต้องมีและให้การเสริม อีกด้านคือ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ ด้านไอที เพราะว่า เด็กยุคนี้ ไอทีถือว่าเป็นปัจจัยที่ 5 เขาต้องเรียนรู้ให้ใช้เป็น ใช้ให้ถูกต้องให้เกิดประโยชน์ต่อไป สำหรับทักษะด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านวิชาการสำหรับเด็กศตวรรษที่ 21 คือ การเป็น Life Long Learning หรือการเป็นผู้ที่เรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งจุดนี้จะทำให้เขา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ หรือสิ่งใหม่ๆ เขาสามารถหาความรู้ได้เองจากนอกห้องเรียน ซึ่งปัจจุบันนี้เด็กสามารถเลือกได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ทักษะการปรับตัว สำหรับยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากเด็กสามารถที่จะปรับตัวได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน การที่เด็กมีความยืดหยุ่นมันจะเป็นสิ่งที่ติดตัว ทำให้เขาเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ ถ้าหากมีทั้ง 2 ทักษะ เด็กก็สามารถที่จะเติบโตด้วยตัวเองได้

ด้านทักษะความสามารถ เช่น ดนตรี ศิลปะ กีฬา เป็นทักษะที่ควรลงทุนมากน้อยอย่างไร

ในความเป็นจริงเด็กควรจะมีความสนใจอื่นๆ นอกเหนือจากด้านวิชาการ มองว่า ความสามารถด้านกิจกรรมเสริม กีฬา 1 อย่าง ดนตรี 1 อย่าง เป็นสิ่งที่จะส่งเสริมให้ลูกได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบมาก แต่เขาก็ควรจะมีกีฬา 1 อย่างที่เชาชอบเล่นหรือเล่นเป็นประจำ ดนตรีก็ควรจะมีสัก 1 อย่าง ที่เขาชอบ เพราะฉะนั้น การส่งเสริมถ้ามีโอกาสควรจะให้เขาได้ลองในหลายอย่างๆ เพื่อจะได้รู้ถึงความชอบและส่งเสริมในด้านนั้น สำหรับผู้ปกครองที่มีกำลังมากพอ อาจจะสามารถทำได้หลายอย่าง แต่สำหรับผู้ปกครองที่มีกำลังไม่มากพอ บางกิจกรรมไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปเรียน เช่น ฟุตบอล สามารถเล่นที่บ้านได้ สักพักเราก็จะรู้ว่าเขาชอบเล่นอะไรบ่อยๆ อาจจะไม่เจาะจงว่าเป็นกีฬา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่ผู้ปกครองสังเกตว่าในชีวิตประจำวันของเด็ก ใช้เวลากับอะไรที่เขารู้สึกมีความสุข ซึ่งการที่จะโฟกัสด้านไหน ควรเริ่มมาจากความชอบของลูกด้วย ยกเว้นว่าเราไม่เห็นว่าเขามีความชอบ เราอาจจะต้องบังคับให้เขาทำ อาจจะกล่าวได้ว่าทักษะหรือกิจกรรมเสริมต่างๆ อยากให้มีอย่างละหนึ่งที่ควรมีติดตัว ถ้าเด็กสามารถทำควบคู่ได้ทั้งด้านวิชาการและด้านความสามารถ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและไม่ยากเพราะเด็กสามารถเข้าถึงกิจกรรมได้

สำหรับผู้ปกครองที่มีประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจมีคำแนะนำในด้านการเรียนรู้อย่างไร

โดยส่วนตัวคิดว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากให้ลูกหยุดเรียน แต่ว่าการเรียนรู้มีอยู่หลายอย่าง นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว ยังมีอีกหลากหลายทางซึ่งสามารถหาข้อมูลในเรื่องการเรียนได้ เช่น กรณีที่เด็กอยากเรียนด้านภาษา แล้วไม่ได้เรียนที่โรงเรียนก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่น Online School ที่มาจากต่างประเทศโดยตรง ราคาย่อมเยาว์เมื่อเทียบกับการเรียนโรงเรียนสองภาษา ซึ่งจะเป็นองค์ความรู้จากต่างประเทศโดยตรงที่สามารถเรียนรู้ที่บ้านได้และได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองเหมือนจบจากชั้นปกติ หรืออีกวิธีหนึ่งที่เป็นที่นิยม ก็คือ การเรียนแบบ Home School ซึ่งจะมีค่อนข้างหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Online School การสอนเองที่บ้านที่สามารถเลือกระยะเวลา หรือการเลือกเรียน Home School ตั้งแต่เล็กจนจบก็ได้

ในช่วงสถานการณ์โควิด การเรียนโรงเรียนนานาชาติในรูปแบบออนไลน์มีวิธีการเรียนการสอนอย่างไร เด็กจะได้ความรู้ด้านภาษามากน้อยเพียงใด และมีปัญหาหรืออุปสรรคในการเรียนออนไลน์อย่างไร

การเรียนออนไลน์ไม่แน่ใจว่าเหมือนกันมั้ย เพราะว่าโรงเรียนนานาชาติเท่าที่ทราบวิธีการสอนมีความต่างกันตามแต่ละบริบทของโรงเรียน แต่ว่าในการเรียนออนไลน์ก็ยังเป็นอุปสรรค สำหรับเด็กเล็กในการเรียนรู้ด้านภาษา รู้สึกเห็นใจเด็กและผู้ปกครองที่ต้องช่วยกันปรับตัว ซึ่งครูเองไม่สามารถที่จะเข้ามาดูแลได้เพราะครูก็เป็นต่างชาติ อาจจะมองว่า ไม่เหมาะและไม่คุ้มค่าที่จะเข้ามาเรียนในช่วงที่มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ถ้าสำหรับเด็กโตก็อาจจะขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ส่วนเรื่องเนื้อหาในการเรียนออนไลน์ การวัดผลอาจจะไม่สามารถทำได้เหมือนการเรียนปกติ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองอาจจะต้องทำใจและก็ต้องยอมรับกับสถานการณ์

ในการเลือกโรงเรียนให้ลูกต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง

อันดับแรก คือ เรื่องของหลักสูตร ต้องดูก่อนว่าอยากให้ลูกเรียนหลักสูตรประมาณไหน พ่อแม่ควรจะรู้ว่าแนวทางแบบไหน เพราะว่าถ้าลูกเรียนแล้วไม่เหมาะ ไม่มีความสุขก็จะก่อให้เกิดปัญหาได้ อย่างที่สอง คือ เรื่องงบประมาณ เรามีความพร้อมในค่าเทอมประมาณไหน อย่างที่สาม คือ เรื่องการเดินทางในการรับส่งลูก และสุดท้าย คือ ลักษณะนิสัยของลูก ถ้ารู้ว่าลูกชอบด้านไหนก็ส่งเสริมด้านนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบหลัก และค่อยมาดูเรื่องคุณภาพ ทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อมตามมา และชัดเจนเลยว่า เราต้องวางแผนตั้งแต่แรกและระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องคิดให้ดี และตัดสินใจให้ดี เพราะจะส่งผลทั้งพ่อแม่และลูก ถ้าเกิดลูกได้เข้าโรงเรียนที่ใช่ ตัวพ่อแม่เองก็มีความสุข

แนะนำวิธีการออมเงินทำอย่างไร

มองว่าเรื่องการลงทุนการเงินที่จะสอนให้ลูก หลักๆ เลย คือ เริ่มจากตัวพ่อแม่ เพราะเราเปรียบเหมือนโมเดลสำหรับลูก การที่จะสอนเขาได้ เราต้องทำให้ดูก่อน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีความรู้เยอะ แต่อย่างน้อยเราต้องวางแผนเป็น ซึ่งก่อนที่จะวางแผนเป็น เราต้องสอนให้เขารู้จักคุณค่าของเงินก่อน สอนให้เขาทำงานแล้วให้เงินเป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งสิ่งนี้จะต่อยอดไปถึงการอดออม เมื่อรู้คุณค่าของเงินในระดับนึงก็จะสอนเรื่องการวางแผนอย่างง่าย ในแง่ของการเปรียบเทียบราคาสินค้า กรณีที่เป็นเด็กเล็ก สำหรับเด็กโต อาจจะเป็นเรื่องการลงทุนในกองทุนต่างๆ ซึ่งสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้จากคอร์สต่างๆ ที่ตัวเขาเองสนใจ

จะเห็นได้ว่า การมีลูกไม่ใช่ว่าเราจะสอนลูกอย่างเดียว กลับกันลูกก็สามารถสอนเราได้อีกด้วย ถือได้ว่า เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ลูกทำให้เรารู้สึกว่าจะต้องทำตัวให้เขาเห็นว่าเราเป็นแบบอย่างที่ดีได้ และเราก็จะต้องทำตรงนี้ให้ดียิ่งขึ้น มีความรับผิดชอบ มีการวางแผน ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้สองทางและเติบโตไปพร้อมๆ กันอย่างมีคุณภาพ

สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ : www.facebook.com/starfishlabz/videos/2043417345835711/

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

5 คุณแม่แชร์ประสบการณ์เรียนออนไลน์

5 คุณแม่แชร์ประสบการณ์เรียนออนไลน์

Starfish Academy
Starfish Academy

สถานการณ์ของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั่วโลก ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน สำหรับในประเทศไทยตั้งแต่มีการพบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดือนมกราคมปี 63 จนถึงตอนนี้ก็ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วที่ประชาชนต้องปรับตัว รับมือกับการใช้ชีวิตแบบ New Nor ...

898 views 22.08.21
5 คุณแม่แชร์ประสบการณ์เรียนออนไลน์
ช่วยลูกเรียนออนไลน์อย่างไรให้มีความสุขกับ 5 ทริคง่าย ๆ จาก Starfish

ช่วยลูกเรียนออนไลน์อย่างไรให้มีความสุขกับ 5 ทริคง่าย ๆ จาก Starfish

Starfish Academy
Starfish Academy

แม้ว่าการเรียนออนไลน์นั้น จะมีข้อดีคือเราสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวใส่เครื่องแบบนักเรียนเพื่อไปโรงเรียน เพียงแค่เปิดจอแท็ปเล็ตขึ้นมา ก็สามารถเข้าถึงห้องเรียนได้แล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาดครั้ ...

201 views 14.10.21
ช่วยลูกเรียนออนไลน์อย่างไรให้มีความสุขกับ 5 ทริคง่าย ๆ จาก Starfish
5 วิธี ดูแลสุขอนามัยของลูกในช่วงเรียนออนไลน์

5 วิธี ดูแลสุขอนามัยของลูกในช่วงเรียนออนไลน์

Starfish Academy
Starfish Academy

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตอนนี้ หลายโรงเรียนต้องปิดโรงเรียนไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตามปกติเหมือนเดิม เด็กๆจึงต้องเรียนออนไลน์กันอยู่ที่บ้าน ในขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ แล้วเราจะมีวิธีการ ...

1090 views 22.07.21
5 วิธี ดูแลสุขอนามัยของลูกในช่วงเรียนออนไลน์