นักศึกษาคนหนึ่ง สาขาวิศวกรรมเคมี ปี ๔ ที่ ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ทักเข้ามาในอินบ๊อกเฟสบุ๊ก) เคยเรียนกับพระอาจรย์สมัยตอนอยู่ปี ๒ เล่าให้ฟังว่า พวกเราคิดถึงพระอาจารย์ ชอบบรรยากาศการสอนแบบบั้น บ่นให้ฟังว่า ไม่ชอบให้อาจารย์ (ฆราวาส) มาเปิดเพาเวอร์พอย์แล้วอ่าน่ให้ฟัง เรียนแล้วเบื่อ นำไปใช้ไม่ได้เลย อ่านเองก็ได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้พระอาจารย์เขียนบทความนี้เมื่อปี 61


อย่า "ลุ่มหลงกับการสอนแบบสูตรสำเร็จ"


"เด็ก" หรือ "ผู้ใหญ่" เขาก็มีตัวตนและลักษณะการเรียนรู้ที่ต่างกัน บางคนเขาชอบเรียนรู้จากภาพ เห็นภาพ ตัวอย่างแล้วเรียนรู้ได้ดี เรียกว่า Visual Learning บางคนก็ชอบเรียนรู้จากการฟัง ชอบแสดงความคิดเห็น ชอบเรื่องเล่าก็มี เรียกว่า Auditory Learning บางคนก็ชอบเรียนรู้จากประสบการณ์ ชอบทดลอง ชอบการสัมผัส ชอบการเคลื่อนไหว เรียกว่า Kinesthetic Learning


เราในฐานะ "ครู" ถ้าเข้าใจ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่มีความเหมาสมกับวัย ย่อมมีความแตกต่างไป จากประสบการณ์ผมมองว่า ไม่มีกระบวนการสอนใดที่ดีที่สุด หรือวิธีการใดที่เปลี่ยนเเปลงคนได้ มีเพียงกระบวนการสร้างเงื่อนไข เอื้อให้เกิด หรือจุดประกายให้เกิดแรงบันดาลใจ (ฉันทะ) ที่จะเปลี่ยนเเปลงขึ้น และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนเท่านั้น เพราะว่าการเปลี่ยนเเปลงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง และจะเกิดขึ้นได้ด้วยการกระทำของตัวผู้เปลี่ยนเเปลงเองแต่ผู้เดียว หากเรียนรู้ฉาบฉวย ผู้เรียนก็จะสร้างการเปลี่ยนเเปลงแบบฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน เช่นกัน


การจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่จะนำพาผู้เรียนไปสู่การเปลี่ยนเเปลง และยั่งยืนได้จึงมีความสำคัญ ถือว่า เป็นความท้าทายของ "ครูู" ในยุคใหม่มาก จะออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างไร ที่จะนำพาผู้เรียนไปสู่การเปลี่ยนเเปลง ที่ไม่ใช่เพียงแค่ได้องค์ความรู้ หรือทักษะเท่านั้น เปลี่ยนความคิด (Thinking) การกระทำ (Doing) แต่เกิดการเปลี่ยนเเปลงจากภายในตนเอง (Being) อย่างแท้จริง ซึ่งการเปลี่ยนเเปลงในลักษณะ Being เป็นการเปลี่ยนเเปลงที่ลึกซึ้งที่สุด และเมื่อทำได้ ก็จะส่งผลต่อการเปลี่ยนเเปลงทั้งในระดับ ความคิด และการกระทำด้วย

.

พระมหานพดล ธมฺมานนฺโท

8/10/2561

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related articles