ชวนมารู้จักกับโรค Tics อาการยุกยิกที่น่ากลัวกว่าที่คิด

ชวนมารู้จักกับโรค Tics อาการยุกยิกที่น่ากลัวกว่าที่คิด

ชวนมารู้จักกับโรค Tics อาการยุกยิกที่น่ากลัวกว่าที่คิด

ถ้าพูดถึง โรคติกส์ (Tic disorder) คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับโรคนี้เท่าโรคอื่น ๆ ที่เกิดในเด็ก เราจึงอยากจะชวนมารู้จักกันค่ะ เพราะนอกจะทำให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการทางร่างกายไม่เต็มที่แล้ว โรคนี้ยังส่งผลต่อจิตใจอีกด้วย โรคนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเพราะ บิลลี่ อายลิช (Billie Eilish) หนึ่งในนักร้องวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ก็เป็นโรคนี้เช่นกัน

โรคติกส์ในเด็ก (Tics) หรือภาวะกล้ามเนื้อกระตุก คืออะไร?

โรคติกส์ (Tic disorder) อาการ tics เกิดจากการที่สมองสั่งการให้เกิดการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ (Motor tics) โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น กระพริบตา อ้าปาก ยักไหล่ หรือแขนขากระตุก เป็นต้น หรือ อาจมีการเปล่งเสียงขึ้น ( Vocal Tics) จากลำคอ หรือจมูก โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจเช่น ไอ กระเอม สูดจมูก ส่งเสียงในลำคอ บางครั้งอาจมีพูดซ้ำ หรือสบถเป็นคำหยาบได้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการทั้งสองอย่างเลย คือ Motor และ Vocal tics จึงเรียกว่า โรคทูเร็ตต์ อาการเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก (ไม่เกิน18ปี) พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

โรคติกส์ (Tic disorder) เกิดจากอะไร? 

เป็นโรคที่เกิดจากหลายสาเหตุค่ะ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงแน่ชัดของโรค แต่ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการทำงานของสมองอย่างหนึ่งที่มีสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน 

  1. จากพันธุกรรม เช่น การมีคนในครอบครัว หรือญาติพี่น้องมีประวัติเป็นโรคติกส์ โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคสมาธิสั้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้
  2. ความผิดปกติของสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมกล้ามเนื้อในส่วนของการเคลื่อนไหว ถ้าสมองส่วนนั้นทำงานผิดปกติไป ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคติกส์ได้
  3. การติดเชื้อ เบต้า-ฮีโมไลติก สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ (Group A beta-hemolytic streptococcus ) ทำให้มีอาการอักเสบเจ็บคอ และเชื้อเข้าไปอยู่ในส่วนของสมอง ทำให้ภูมิคุ้มกันเข้าไปทำปฏิกิริยากับส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อ
  4. สาเหตุไม่ชัดเจน แต่อาจเกิดจากความเครียด หรือตื่นเต้นเกินไป รวมถึงปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความเครียดทางด้านจิตใจ

อาการที่แสดงว่าลูกอาจเสี่ยงกับโรคติกส์ (Tic disorder) 

อาการมักเริ่มจาก จากกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Motor tics) เช่น กระพริบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก หรือจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ยักไหล่ สะบัดคอ และเกิด Vocal tics (การออกเสียงที่ผิดปกติจากโรค tics)   ขึ้นตามมา ซึ่งอาจเป็นเพียงเสียงกระแอมจนไปถึงขั้น สบถคำหยาบคาย (แต่พบได้ไม่บ่อยหนัก) ลักษณะสำคัญของโรคคือ

  1. เกิดอาการขึ้นมาเอง เด็กไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดอาการนั้น เพราะอาการเกิดจากความปกติในสมอง แต่บางครั้งจะสามารถกลั้นหรือห้ามการเคลื่อนไหวได้ชั่วคราว อันนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตุอาการลูก ในเด็กเล็กอาจถามว่าหนูทำแบบนั้นไปทำไม? หรือทำไปเพื่ออะไร? 
  2. มีสติรู้ตัว ขณะเกิดอาการเด็กต้องมีสติรู้ตัวดี (ต่างจากอาการชักซึ่งจะไม่มีสติ) จะมีความรู้สึก และบอกได้ว่ากำลังจะเกิดอาการ เช่น คัน หรือตึงๆ ส่วนนั้น ตามมาด้วยอาการ เช่น เด็กอาจจะบ่นว่าปวดจมูก ตามมาด้วยย่นจมูกยุกยิกแบบไม่มีเหตุผล (ไม่มีกลิ่นฉุน หรืออาการภูมิแพ้) 
  3. อาการเดิม เป็นซ้ำ ๆ ความถี่ของอาการจะไม่เท่ากัน บางรายเป็นเกือบทุกวัน เป็นเรื้อรังนานกว่า 1 ปี แต่อาการอาจเป็น ๆ หายๆ เป็นช่วง บางครั้งเว้นระยะห่างออกไปแต่ไม่นานเกิน 3 เดือน ก็จะกลับมามีอาการใหม่ ดังนั้นหากให้แน่ใจ ควรปรึกษาคุณหมอจะดีกว่าค่ะ 
  4. ยิ่งเครียดยิ่งเป็น อาการอาจเป็นหนักมากขึ้นถ้าถูกทัก ดุว่า หรือห้ามไม่ให้ทำ หรือมีความเครียด ความกังวล ไม่ว่าทางร่ายกาย หรือจิตใจ เมื่อเด็กกลั้นอาการ พยายามไม่กระพริบตา หรือยักไหล่ และอาการจะเป็นน้อยลงเมื่อผ่อนคลาย หรือแทบจะไม่มีอาการเลยขณะนอนหลับ หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมเช่นนี้ ก็ควรตระหนักได้ว่าลูกอาจจะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ค่ะ

โรคติกส์ (Tic disorder) รักษาได้ด้วยความเข้าใจ

แม้ปัจจุบันจะมีการรักษาโรค tics มีหลากหลายวิธี ทั้งการใช้ยา และพฤติกรรมบำบัด หรือแม้แต่บางครั้งที่อาการไม่มาก อาจหายเองได้เมื่อโตขึ้น การรักษานั้นก็ตามแต่คุณหมอจะพิจารณา และตามอาการที่ลูกเป็น แต่พ่อคุณแม่ และครอบครัวมีส่วนช่วยให้ลูกดีขึ้นจากอาการของโรคได้ ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ และเข้าใจว่าอาการเกิดจากความบกพร่องในการทำงานของสมองบางส่วน ไม่ได้ตั้งใจหรือแกล้งทำ ไม่สามารถควบคุมอาการได้ และอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีภาวะเครียด ดังนั้นการให้ความเข้าใจ ไม่ควรพูดทัก ห้ามปราบ ดุ หรือเพ่งเล็งที่อาการของโรค จะช่วยลดอาการของโรคได้

โรค tics จึงไม่เป็นเพียงโรคที่เกิดปัญหากับทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อจิตใจ และพัฒนาการทุกด้านของลูกด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลูกไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังตัวอย่างของบิลลี่ อายลิช (Billie Eilish) หนึ่งในนักร้องวัยรุ่นชื่อดัง ก็เผชิญกับโรคนี้อยู่เช่นกัน แต่ด้วยความพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรคทางร่างกาย บิลลี่จึงกลายเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง ในระดับโลกได้เช่นกัน

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

"ลูกพูดคนเดียว" ปัญหาหรือว่าเป็นเรื่องปกติ?

"ลูกพูดคนเดียว" ปัญหาหรือว่าเป็นเรื่องปกติ?

Starfish Academy
Starfish Academy

ถ้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ลูกกำลังพูดคุยกับตัวเอง หรือกับอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น เราว่าร้อยทั้งร้อยคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะสงสัย ไปถึงตกใจว่าทำไมลูกถึงพูดคนเดียวกันนะ?  วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงเรื่องนี้กันค่ะ พร้อมกับมาช่วยกันหาคำตอบ กันว่าลูกพูดกับ ...

315 views 19.02.21
"ลูกพูดคนเดียว" ปัญหาหรือว่าเป็นเรื่องปกติ?
Verbal Abuse ระวังความรุนแรงทางคำพูด สร้างแผลในใจลูกตลอดกาล

Verbal Abuse ระวังความรุนแรงทางคำพูด สร้างแผลในใจลูกตลอดกาล

Starfish Academy
Starfish Academy

เมื่อพูดถึงความรุนแรง หลายคนจะนึกถึงการทำร้ายร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ เกิดบาดแผลหรือถึงแก่ชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความรุนแรงอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ ความรุนแรงทางคำพูด ที่แม้จะมองไม่เห็น แต่หากเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ หรือเยาวชนแล้ว ก็อาจสร้า ...

1467 views 23.11.20
Verbal Abuse ระวังความรุนแรงทางคำพูด สร้างแผลในใจลูกตลอดกาล
Disrespectful ไม่เคารพผู้ใหญ่ ปัญหาแห่งยุคสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ

Disrespectful ไม่เคารพผู้ใหญ่ ปัญหาแห่งยุคสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ

Starfish Academy
Starfish Academy

“เลิกเล่นโทรศัพท์แล้วไปทำการบ้านได้แล้วนะลูก” คุณแม่ส่งเสียงบอก เมื่อลูกสาวได้ยินคำพูดของแม่ ก็กระแทกโทรศัพท์ลงบนโซฟา กรอกตามองบน ก่อนลุกเดินหนีไปอย่างไม่พอใจ“ทำรายงานที่คุณครูสั่งเสร็จหรือยังนะ” แม่เอ่ยถามลูกชายขณะที่กำลังกินอาหารเย็น“โห! ทำไมแม่ต้ ...

2785 views 02.09.20
Disrespectful ไม่เคารพผู้ใหญ่ ปัญหาแห่งยุคสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ