ครูหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ตั้งใจเตรียมบทเรียนมาอย่างดี แต่พอเข้าห้องไปแล้วเด็ก ๆ กลับเริ่มเหม่อลอย เนื้อหายาก ๆ ก็พาให้ห้องเงียบลงไปอีก เครื่องมือที่เลือกให้เหมาะกับบทเรียนช่วยตรงนี้ได้มาก เพราะเรื่องซับซ้อนจะเข้าใจง่ายขึ้นภายในเวลาไม่นาน
บทความนี้จะพาไปดูว่าสื่อการเรียนรู้คืออะไร มีกี่ประเภท และเลือกใช้อย่างไร เพื่อนำไปใช้ออกแบบแผนการสอนและสนับสนุนพัฒนาการเด็กได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
สื่อการเรียนรู้ คืออะไร และสำคัญกับห้องเรียนอย่างไร
คำว่า "สื่อ" มาจากภาษาละติน “medium” ที่แปลว่า สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ เพื่อให้การสื่อสารไปถึงเป้าหมาย พอนำมาใช้ในทางการศึกษา สื่อการเรียนรู้ คืออะไร ก็ตอบได้ว่า คือสิ่งต่าง ๆ ที่ครูและนักเรียนใช้ถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
สมัยก่อนหลายคนนึกถึงแค่ตำราเรียนในห้องสี่เหลี่ยม แต่ปัจจุบันขอบเขตของสื่อการเรียนการสอนกว้างกว่านั้นมาก ทั้งวัสดุ ของจริง บุคคล สถานที่ หรือแม้แต่เหตุการณ์รอบตัว
ประโยชน์ของสื่อการเรียนรู้ที่เห็นได้ชัดมีอยู่หลายข้อ เช่น ช่วยให้เด็กเข้าใจแนวคิดหลักได้เร็วขึ้น ลดช่องว่างระหว่างเนื้อหากับผู้เรียน ทำให้เรื่องนามธรรมที่จับต้องยากกลายเป็นภาพที่เห็นได้จริง และทำให้บรรยากาศในห้องน่าอยู่กว่าเดิม เด็กที่ปกติไม่ค่อยกล้าพูดก็มักกล้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นเมื่อมีของให้จับ มีเกมให้เล่น หรือมีโจทย์ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนี้ สื่อที่ดียังช่วยประหยัดเวลาอธิบายของครู เพราะเด็กเห็นตัวอย่างด้วยตาตัวเองแล้วไม่ต้องเสียเวลาจินตนาการตามคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว
ประเภทสื่อการเรียนรู้ที่ครูควรรู้
เด็กแต่ละคนเรียนรู้ไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่าน บางคนชอบดู บางคนต้องลงมือทำถึงจะเข้าใจ การรู้จักประเภทสื่อการเรียนรู้จึงช่วยให้ครูจัดกิจกรรมได้หลากหลายและเหมาะกับเด็กได้ทั่วถึง โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
- สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือเรียน เอกสารประกอบการสอน หนังสือพิมพ์ วารสาร และรายงาน เป็นสื่อที่ใช้ตัวอักษรเป็นหลัก เหมาะกับการค้นคว้าด้วยตัวเองและการทบทวนบทเรียน ข้อดีคือหาง่าย พกพาสะดวก และไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต จึงใช้ได้ในทุกบริบทของโรงเรียน
- สื่อเทคโนโลยี เช่น สื่อดิจิทัล วีดิทัศน์ ภาพนิ่ง บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเรียนทางไกล ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ ทำให้เด็กเข้าถึงแหล่งความรู้ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น เช่น คลิปสั้นที่แสดงการทดลองซึ่งในห้องเรียนทำเองไม่ได้ หรือแอปที่ให้เด็กฝึกทำโจทย์ได้ทันทีพร้อมเห็นผลลัพธ์
- สื่ออื่น ๆ คือทุกอย่างที่ไม่เข้าสองกลุ่มแรก เช่น วิทยากรท้องถิ่น ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว กิจกรรมอย่างบทบาทสมมติ การสาธิต โครงงาน เกม เพลง ไปจนถึงอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ สื่อกลุ่มนี้มักเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านพร้อมกัน จึงจำได้นานกว่าการฟังหรืออ่านอย่างเดียว
การเลือกสื่อการสอนที่มีคุณภาพยังช่วยพัฒนาสมรรถนะครูด้านการออกแบบกิจกรรมให้เข้ากับชีวิตจริงของนักเรียนด้วย
หลักการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้
สื่อที่ดูสวยหรือดูทันสมัยไม่ได้แปลว่าเหมาะกับห้องเรียนเสมอไป การเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ควรดูเรื่องความคุ้มค่าและเป้าหมายของบทเรียนเป็นหลัก โดยยึดหลักง่าย ๆ ดังนี้
- สอดคล้องกับจุดประสงค์ สื่อต้องช่วยให้บรรลุตัวชี้วัดหรือเป้าหมายของบทเรียน ไม่ใช่เลือกเพราะแค่ดูแปลกใหม่ ลองถามตัวเองก่อนว่า "ถ้าไม่มีสื่อชิ้นนี้ เด็กจะเรียนรู้เรื่องนี้ได้ยากขึ้นไหม" ถ้าคำตอบคือไม่ แปลว่าอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้
- กระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ สัมผัส ทดลอง หรือคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม สื่อที่ให้เด็กนั่งดูอย่างเดียวมักได้ผลน้อยกว่าสื่อที่ให้เด็กมีบทบาทในกิจกรรม
- เข้าถึงง่ายและเหมาะกับวัย ดูพื้นฐานและความพร้อมของเด็กเป็นหลัก เพื่อให้ทุกคนใช้งานได้เท่าเทียมกัน เช่น ถ้าใช้สื่อออนไลน์ ต้องแน่ใจว่าเด็กทุกคนมีอุปกรณ์หรือมีเวลาใช้งานในห้องเรียนอย่างเพียงพอ
- ใช้เวลาเตรียมและเก็บรักษาไม่ยุ่งยาก สื่อที่ต้องใช้เวลาทำหลายวันหรือดูแลยาก อาจเป็นภาระกับครูเกินไป โดยเฉพาะครูที่ต้องสอนหลายชั้นหรือหลายวิชา สื่อที่ทำง่ายและนำกลับมาใช้ซ้ำได้จึงคุ้มค่ากว่า
ตัวอย่างการใช้สื่อในห้องเรียน
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างการผสมผสานสื่อหลายประเภทในบทเรียนเดียว สมมติครูสอนเรื่องวงจรชีวิตของพืชให้ชั้นประถม ครูอาจเริ่มด้วยการให้เด็กปลูกถั่วงอกในแก้วใส (สื่ออื่น ๆ) แล้วจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงทุกวัน จากนั้นเปิดวีดิทัศน์เร่งเวลาให้ดูการเติบโตของพืชชนิดอื่น (สื่อเทคโนโลยี) และปิดท้ายด้วยใบงานให้เด็กวาดและอธิบายขั้นตอนที่สังเกตเห็น (สื่อสิ่งพิมพ์)
บทเรียนแบบนี้ทำให้เด็กได้เห็น ได้ทำ และได้สรุปความเข้าใจด้วยตัวเอง ครบทั้งสามมุมในคาบเดียว และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากเลย
ระหว่างทำกิจกรรม ครูอาจลองถามคำถามปลายเปิดสั้น ๆ เช่น "เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ครูฟังได้ไหม" เพื่อดูว่าเด็กเข้าใจแค่ไหนและคิดอย่างไร ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตแบบนี้ยังนำไปใช้เตรียมเอกสารสำหรับการประเมินวิทยฐานะและการพัฒนาวิชาชีพในระยะยาวได้ด้วย
อยากหาความรู้เพิ่ม ติดตามได้ที่ Starfish Labz หรือจะสะสมผลงานผ่านการอบรมออนไลน์ที่ได้รับเกียรติบัตรก็ได้เช่นกัน
สรุป
การเข้าใจความหมาย ประเภท และวิธีเลือกสื่อ คือพื้นฐานที่ทำให้ห้องเรียนยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็กได้จริง เมื่อผสมผสานสื่อสิ่งพิมพ์ เทคโนโลยี และสิ่งรอบตัวเข้าด้วยกัน เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ต่อเนื่องและสนุกกับการเรียนในทุกวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้
Q1: สื่อการเรียนรู้ต้องราคาแพงหรือเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเสมอไปไหม?
ไม่จำเป็นเลย สื่อการเรียนรู้รวมถึงของใกล้ตัว ธรรมชาติ คนในท้องถิ่น ตลอดจนกิจกรรมและเกม ครูกับนักเรียนช่วยกันทำหรือดัดแปลงวัสดุที่มีอยู่แล้วให้เข้ากับบทเรียนได้ โดยไม่ต้องลงทุนสูง
Q2: จะวัดผลความสำเร็จของการใช้สื่อการเรียนการสอนได้อย่างไร?
ดูได้จากการมีส่วนร่วมของนักเรียน ความสามารถในการอธิบายหรือสรุปเนื้อหาหลังทำกิจกรรม รวมถึงผลงานและคำตอบระหว่างเรียน ซึ่งบอกได้ว่าเด็กเข้าใจและนำความรู้ไปเชื่อมโยงใช้ได้จริงหรือเปล่า
แหล่งอ้างอิง
- ทำความรู้จักกับ "สื่อการสอน" สื่อการสอนคืออะไรและมีกี่ประเภท