นวัตกรรม 3R ปลดล็อกกำแพงภาษาให้เด็กพื้นที่ห่างไกล โดยเปลี่ยนบทเรียนยาก ๆ ให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและภาษาแม่ ผ่านกิจกรรม Active Learning
จากที่ได้พูดคุยกับครูก้อย ครูได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงในการสอนวิชาภาษาไทยว่า โรงเรียนบ้านห้วยอื้นเป็นนักเรียนชนเผ่า 100% ซึ่งโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการ Future School Transformation Program และมีโอกาสได้นำนวัตกรรม 3R (ภาษาไทย) ไปใช้ในการพัฒนาทักษะการอ่านออก เขียนได้ ของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และครูก้อยเองได้สอนภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า สำหรับเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลแล้ว ภาษาไทยกลางไม่ได้เป็นภาษาที่เด็ก ๆ ใช้มาตั้งแต่เกิด แต่เป็นเหมือนภาษาที่สองในชีวิตเลยก็ว่าได้ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน วิ่งเล่นกับเพื่อน หรือพูดคุยกับพ่อแม่ เด็ก ๆ จะใช้ภาษาถิ่นหรือภาษาชนเผ่ากันเป็นหลัก พอครูเอาวิธีการสอนแบบเดิม ๆ อย่างการให้ท่องจำ ก-ฮ หรือให้ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเล่มหนาปึ้ก ยิ่งกลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่กั้นขวางการเรียนรู้ของเด็กไป
เด็ก ๆ ไม่เข้าใจความหมายของคำ ซ้ำยังมองภาพไม่ออกเลยว่า พยัญชนะ สระ หรือตัวสะกด มันควรวางอยู่ตรงไหน พอสับสนโครงสร้างคำมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าภาษาไทยเป็นเรื่องไกลตัว แล้วก็ค่อย ๆ ปิดใจไปทีละนิด
เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ห้องเรียนของครูก้อยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง คุณครูได้เล่าพร้อมแววตาที่เป็นประกายว่า พอเห็นปัญหาแบบนั้นครูก็คิดได้ว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีการสอนแล้ว จึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และถือเป็นความโชคดี ที่ได้รู้จักนวัตกรรม 3R พอดี จึงได้นำเข้ามาปรับใช้ในห้องเรียนให้เป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ๆ (Active Learning) โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการดึงเด็กเข้าหาบทเรียน มาเป็นการดึงบทเรียนเข้าหาเด็กแทน ครูเริ่มจากการนำสิ่งรอบตัวมาสอนเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของบนดอยที่เด็ก ๆ คุ้นเคยมาแปลงเป็นคำศัพท์ พร้อมทั้งทำสื่อที่จับต้องได้อย่างบัตรภาพ บัตรพยัญชนะ หรือสระ โดยเพิ่มจุดสำคัญคือการแยกสีให้ชัดเจน เพื่อให้สมองของเด็ก ได้ทำความเข้าใจตำแหน่งของคำได้ง่ายขึ้น
ครูก้อยได้บอกอีกว่า หัวใจสำคัญจริง ๆ ของการสอนคือ การเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ออกเสียงคำเป็นภาษาชนเผ่าของตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งคุณครูได้เน้นย้ำประเด็นนี้เป็นพิเศษ เพราะการเริ่มจากภาษาแม่ จะช่วยละลายพฤติกรรมและความเกร็งของเด็กได้ดีมากขึ้น เหมือนเราได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขารู้สึกมั่นใจ พอความกลัวหายไป ครูจึงค่อย ๆ เชื่อมโยงคำภาษาถิ่นให้เข้ากับภาษาไทยกลาง จากการจำคำศัพท์ทีละคำ ก็ขยับไปสู่การนำคำมาเรียบเรียงเป็นประโยค และในที่สุด เด็ก ๆ ก็สามารถแต่งเรื่องราวตามจินตนาการจากภาพที่เห็นได้เองอย่างน่าทึ่ง
พอถามต่อถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งตัวผู้เรียนและบทบาทของคุณครูในการสอน ครูก้อยบอกว่า ผลลัพธ์ที่เกิดกับเด็กมันคุ้มค่ามาก ๆ เพราะสมองของเด็กสามารถสร้างความจำเป็นภาพจากการเชื่อมโยงรูปคำเข้ากับสิ่งของที่คุ้นเคย จนเกิดเป็นคลังคำศัพท์ที่จำได้นาน และเข้าใจความหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลซ้ำ ในขณะเดียวกัน การใช้บัตรคำแยกสีตามโครงสร้างพยัญชนะ สระ และตัวสะกด ก็ช่วยลดภาระการจำของสมองลงได้อย่างมาก เด็ก ๆ เริ่มมองเห็นระบบโครงสร้างคำได้ด้วยตัวเอง และสิ่งที่ทำให้ครูก้อยยิ้มได้ทุกครั้ง คือการได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อเด็ก ๆ มีความพยายาม และค้นพบว่าตัวเองก็ทำได้
คุณครูได้กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มอย่างมีความสุขว่า ในฐานะคนเป็นครูสอนภาษาไทย นวัตกรรม 3R ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องเรียนที่เคยเงียบเหงา ให้กลับมามีชีวิตและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง ที่สำคัญคือช่วยให้ครูประเมินความเข้าใจของเด็ก ๆ ได้ทันที แค่ยืนมองดูเด็ก ๆ หยิบบัตรคำวางบนโต๊ะ ครูก็รู้ได้ทันทีว่าใครกำลังสับสนตรงไหน แล้วเดินเข้าไปแนะนำได้ตรงจุดโดยไม่ต้องรอตรวจสมุดตอนเย็น แถมสื่ออย่างบัตรภาพผสมคำ ยังนำมาปรับระดับความยากง่ายให้ยืดหยุ่นไปตามพัฒนาการของเด็ก ๆ ได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ครูได้เรียนรู้ว่า เมื่อเราเริ่มบทเรียนจากวิถีชีวิตของเด็ก ๆ ภาษาไทยก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
เมื่อบทเรียนภาษาไทยไม่ได้เริ่มจากตำรา แต่เริ่มจากหัวใจและวิถีชีวิตของเด็กบนดอย นวัตกรรมนี้จึงไม่ได้แค่สอนให้ เด็ก ๆ อ่านออกเขียนได้ แต่คือการคืนความมั่นใจ สร้างรอยยิ้ม และกล้าก้าวข้ามกำแพงภาษา ให้เด็ก ๆ รู้ว่า... เสียงและตัวตนของพวกเขามีคุณค่าเสมอ
บทความจาก นางสาวกาญจนา บดีรัฐ โรงเรียนบ้านห้วยอื้น (ครูก้อย)