เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ดนตรีผ่านการฟังและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้อง พร้อมใช้เสียงเพลงสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเติมพลังใจให้ทั้งเด็กและครูไปพร้อมกัน
หลายคนมักกังวลใจว่า หากเราร้องเพลงเพี้ยน หรือเล่นเครื่องดนตรีไม่เป็นเลย เราจะสามารถสอนหรือจัดกิจกรรมดนตรีให้เด็ก ๆ ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญอย่างครูปอม ดร.ประภัสสร พวงสำลี ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า สามารถทำได้แน่นอน เพราะพื้นฐานดนตรีสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์จากการร้องเพลงเชียร์ในงานกีฬาสี กิจกรรมร้องเพลงรอบกองไฟสมัยเข้าค่ายลูกเสือ หรือแม้แต่การไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ๆ ประสบการณ์เหล่านี้คือต้นทุนที่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นสร้างพื้นที่แห่งความสนุก โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะดนตรีระดับมืออาชีพเลย
หัวใจสำคัญที่สุดของการทำกิจกรรมดนตรีไม่ได้อยู่ที่การบังคับให้เด็กร้องเพลงได้เป๊ะ หรือเต้นเข้าจังหวะอย่างสวยงาม แต่กลับเริ่มต้นที่เรื่องง่าย ๆ อย่างการฟัง เพราะเพียงแค่เด็ก ๆ สามารถบอกได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบเพลงไหน หรือรับรู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นดังหรือเบาเกินไป นั่นแปลว่า กระบวนการเรียนรู้และสมองของเด็กได้เริ่มทำงานแล้ว ครูและผู้ปกครองจึงควรเน้นความสุขและกระบวนการระหว่างทาง มากกว่าการคาดหวังผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ส่วนการที่เด็กชอบร้องเพลงฮิตเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น ทรงอย่างแบด หรือ 67 ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ เพราะสำหรับเด็กแล้ว การทำซ้ำ ๆ คือ พื้นที่ปลอดภัยทางสมอง เนื่องจากเด็กเรียนรู้ผ่านแพทเทิร์นและการคาดเดา เมื่อเขารู้ว่าท่อนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เด็กจะรู้สึกมั่นใจ ปลอดภัย และกล้ามีส่วนร่วมมากขึ้น
เพื่อให้กิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่นและไม่ทำให้เด็กรู้สึกถูกคุกคาม เราสามารถนำสูตรลับ 5 ขั้นตอนมาเรียงลำดับจากง่ายไปยากได้ เริ่มต้นจากการ ฟัง เพื่อเปิดรับเสียง จากนั้นค่อยขยับไปสู่การ เต้น หรือเคลื่อนไหวร่างกาย อาจจะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ เช่น การกลอกตาหรือยักไหล่ ก่อนจะขยับทั้งตัว เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคยจึงชวนให้ ร้อง ออกเสียงตามจังหวะขยับไปมา เล่น อุปกรณ์หรือเครื่องดนตรีใกล้ตัว และต่อยอดไปสู่การ สร้างสรรค์ ที่เปิดโอกาสให้เด็กคิดท่าทางหรือวิธีเล่นในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ เรายังสามารถนำองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรีมาสร้างเป็นเกมคู่ตรงข้ามสนุก ๆ ได้ในเพลงเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระดับเสียงสูง-ต่ำ เช่น การร้องเพลงช้างด้วยเสียงสูงแหลมเหมือนช้างตัวเล็กจิ๋ว สลับกับเสียงต่ำทุ้มเหมือนช้างตัวใหญ่ หรือการเรียนรู้เรื่องความดัง-เบา ผ่านการก้าวเดินเท้าหนัก ๆ ให้เสียงดังเหมือนยักษ์ตัวใหญ่ สลับกับการเดินกะย่องกะแย่งเหมือนการพูดกระซิบเบา ๆ รวมไปถึงจังหวะช้า-เร็ว โดยให้เด็ก ๆ ลองเคลื่อนที่ให้เร็วเหมือนเฮลิคอปเตอร์ แล้วปรับจังหวะให้ช้าลงเหมือนกำลังปั่นจักรยาน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจองค์ประกอบดนตรีได้อย่างเห็นภาพและสนุกสนานไปพร้อมกัน
ในยุคปัจจุบัน บทบาทของครูและผู้ปกครองต้องเปลี่ยนจากผู้นำที่คอยสั่งการ มาเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) โดยเราทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้างกิจกรรมกว้าง ๆ การบริหารเวลา สังเกตพฤติกรรม และสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยทั้งกายและใจ เพื่อให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องดนตรีราคาแพง เพราะของรอบตัวสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดนตรี DIY ได้หลากหลาย เช่น ขวดน้ำพลาสติกใส่ถั่วเขียวเป็นเครื่องเขย่า ยางวงรัดแก้วไว้ดีดเป็นเสียงโน้ต หรือหลอดกาแฟตัดสั้นยาวอุดดินน้ำมันทำเป็นแคนหลอด
สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญที่ครูและผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามคือการเซฟใจตัวเอง หากวันไหนเหนื่อยล้า เราสามารถใช้เสียงเพลงหรือการเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือบำบัดจิตใจตนเอง เพราะเมื่อครูหรือผู้ปกครองมีความสุขและมีพลังใจที่เต็มเปี่ยม กิจกรรมดนตรีที่ส่งต่อไปยังเด็ก ๆ ก็จะเต็มไปด้วยพลังและสร้างความสุขได้อย่างแท้จริง
CR. บทความจาก Workshop ครูคลับ โดย ดร.ประภัสสร พวงสำลี (ครูปอม) มหาวิทยาลัยมหิดล