การเรียนรู้ได้ดีของเด็กนั้น นอกจากครูและความสามารถของเด็กแล้ว ผู้ปกครองและคนในครอบครัวก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะบ้านถือเป็นพื้นที่สำคัญของเด็กแต่ละคน ในช่วงก่อนวัยเรียน นักเรียนก็เติบโตจากที่บ้าน หลังเลิกเรียนและวันหยุดก็ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ดังนั้น ผู้ปกครองจึงอาจมีส่วนเข้าใจบางเรื่องที่ครูมองข้ามไป อาจเห็นปัญหาบางอย่างที่ครูมองไม่เห็น หากทำให้การสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองเกิดขึ้นได้จริง ก็จะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีตั้งแต่กับตัวนักเรียนโดยตรง ไปจนถึงการพัฒนาโรงเรียนในระยะยาว
ความจำเป็นของการสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครอง
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ แก้ปัญหาของนักเรียนได้ตรงจุด ซึ่งจุดนี้คือความจำเป็นสูงสุดของการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง เพราะครูเห็นนักเรียนตอนอยู่ที่โรงเรียน ส่วนเวลานักเรียนอยู่ที่บ้านผู้ปกครองคือแกนหลักที่จะมองเห็นปัญหา หากสองฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาก็จะได้รับการมองอย่างรอบด้านและนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุด
นอกจากนี้ หากทั้งครูและผู้ปกครองร่วมมือกัน การพัฒนาเด็กก็จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เช่น หากครูกำลังใช้แผนการสอนที่มีเป้าหมาย ให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองผ่านการทำงานกลุ่ม เมื่อผู้ปกครองรับรู้เรื่องนี้ ก็อาจใช้แผนเดียวกันมาปรับเป็นความรับผิดชอบต่อหน้าที่ภายในบ้าน โดยการแบ่งงานบ้านที่เหมาะสมให้ทำ
โรงเรียนควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง
การสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการทำให้เกิดขึ้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงควรให้ความสำคัญในการสื่อสารกับผู้ปกครองด้วย 2 เทคนิคนี้
1. ผู้บริหารควรจัดให้โรงเรียนมีการให้ข้อมูลกับผู้ปกครองด้วยการสื่อสารเชิงบวก
เพราะความผิดพลาดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นโดยที่ครูหรือโรงเรียนไม่รู้ตัวคือ ติดต่อกับผู้ปกครองเฉพาะเวลาที่นักเรียนมีปัญหาเท่านั้น ซึ่งหากทำแบบนี้เป็นประจำ ตามหลักจิตวิทยาผู้ปกครองก็จะเกิดการเรียนรู้ว่า เมื่อได้รับการติดต่อแปลว่าต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง หากการติดต่อในแต่ละครั้งทำให้เกิดความรู้สึกนี้ การสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนทำได้คือ ทำให้เกิดการสื่อสารเชิงบวกกับผู้ปกครอง
ยกตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการสื่อสารเชิงบวกกับผู้ปกครอง
- จัดการประชุมผู้ปกครองที่เน้นการสื่อสารโดยตรงกับผู้ปกครองแต่ละคน กิจกรรมนี้ทำได้ในช่วงของการประชุมที่ผู้ปกครองต้องแยกไปพบกับครูประจำชั้นของแต่ละห้องเรียน
- ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเพื่อสื่อสารกับผู้ปกครองเป็นระยะ เช่น จัดให้มีจดหมายข่าวรายเดือนบนหน้าเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของโรงเรียน รายงานข่าวว่า เดือนนี้นักเรียนแต่ละชั้นได้ทำอะไรบ้าง
- ให้ครูประจำชั้นจัดทำกลุ่มไลน์ เพื่อใช้เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง หรือสมุดความคืบหน้าของนักเรียนแต่ละคน เพื่อแจ้งความคืบหน้าของนักเรียนให้ผู้ปกครองได้รับรู้เป็นระยะ
- สำหรับครู หากพบปัญหาใดก็ตามเกี่ยวกับตัวนักเรียนควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที และไม่ควรใช้การสื่อสารด้วยโทนของการตำหนิ แต่ให้ใช้การหาทางออกร่วมกัน
2. ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโรงเรียน
เมื่อผู้ปกครองรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน การสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย
- ผู้บริหารโรงเรียนควรส่งเสริมการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียของโรงเรียนในการสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองว่า อยากให้โรงเรียนมีกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างตรงจุด หรือในบางเรื่องที่ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมออกความคิดเห็น ก็อาจใช้วิธีเปิดโหวตผ่านช่องทางออนไลน์ (เช่น Google Form) เพื่อรับฟังความคิดเห็นและดึงการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครองให้ได้มากขึ้น
- หากรู้ว่าในกิจกรรมใดของโรงเรียนมีผู้ปกครองที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น สามารถเชิญมาเป็นวิทยากรอาสาได้ วิธีนี้นอกจากจะได้รับความร่วมมือแล้ว บางครั้งยังอาจได้สื่อการสอนฟรีที่มีคุณภาพอีกด้วย เช่น ในกิจกรรมเส้นทางสู่อาชีพ วิทยากรที่เป็นผู้ปกครองของนักเรียนจะพร้อมให้คำแนะนำในเรื่องการศึกษาต่อและให้เทคนิคอย่างเต็มที่
- ผู้บริหารโรงเรียนควรส่งเสริมการจัดกิจกรรม Open House ประจำปี กิจกรรมนี้นอกจากนักเรียนจะได้แสดงผลงานของตัวเองแล้ว ผู้ปกครองก็ยังได้รับรู้ว่าบุตรหลานของตัวเองมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใดในแต่ละปี และหากเป็นไปได้ ครูในแต่ละชั้นเรียนก็อาจหาวิธีให้นักเรียนและผู้ปกครองได้ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อนำเสนอผลงานได้ด้วยเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือกันระหว่างครูและผู้ปกครองมีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ในระดับของนักเรียนไปจนถึงระดับโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหารจึงต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ทั้งนี้ ในด้านครูผู้สอนหากต้องการพัฒนาสื่อการสอน หรือต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาเทคนิคการสอนของตัวเอง ขอแนะนำ Starfish Labz เพราะที่นี่มีคอร์สออนไลน์และบทความดี ๆ จำนวนมาก มีการนำเนื้อหาใหม่ ๆ เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ครูไม่พลาดทุกเรื่องที่จะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
ที่มาของข้อมูล