โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว

เราไม่ได้เลี้ยงเด็กให้โลกตามใจ แต่กำลังเตรียมเขาให้ใช้ชีวิตในโลกจริง

สุประวีณ์
สุประวีณ์

1 ชั่วโมงที่แล้ว

เมื่อการเลี้ยงดูและการศึกษาไม่ใช่เรื่องของใครต้องรับผิดชอบ แต่คือความร่วมมือของผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก ที่บ้านไม่เคยเป็นแบบนี้เลยค่ะครู อยู่บ้านเขาเรียบร้อยมากนะคะ ทำไมที่โรงเรียนถึงไม่ฟังครูเลย เชื่อว่าครูหลายคนคงเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ และบางครั้งครูก็อาจสงสัยว่า เด็กคนเดียวกัน ทำไมอยู่บ้านกับอยู่โรงเรียนจึงเป็นคนละคน ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองเองก็คงมีคำถามไม่น้อยว่า ทำไมลูกถึงมีปัญหากับเพื่อน ทำไมลูกไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเอง ทำไมลูกถึงไม่ยอมฟังครู ความจริงอาจไม่ได้อยู่ที่บ้านหรือโรงเรียนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่ว่า เด็กกำลังเรียนรู้กติกาและวิธีอยู่ร่วมกับคนอื่นจากผู้ใหญ่รอบตัวเขาอย่างไร โรงเรียนมีหน้าที่จัดการศึกษา ดูแลความปลอดภัย และส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ขณะที่ครอบครัวเป็นบริบทสำคัญที่สุดบริบทหนึ่งในการเติบโตของเด็ก
ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ควรคิดว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของใครเพียงฝ่ายเดียว แนวทางของ NAEYC เน้นความสัมพันธ์แบบ partnership ระหว่างครูกับครอบครัว โดยทั้งสองฝ่ายนำข้อมูลเกี่ยวกับเด็กมาแลกเปลี่ยน ร่วมตั้งเป้าหมาย และช่วยกันสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเด็กไม่ได้แยกชีวิตเป็น สิ่งที่ต้องทำที่บ้าน กับ สิ่งที่ต้องทำที่โรงเรียน สิ่งที่เด็กเรียนรู้จากบ้านย่อมติดตัวมาที่โรงเรียน และสิ่งที่เรียนรู้จากโรงเรียนก็สามารถกลับไปปรากฏที่บ้านได้เช่นกัน
เราไม่ได้กำลังเลี้ยงเด็กให้ ไม่ลำบาก แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีความสุข เมื่อเด็กทำเองไม่ได้ ผู้ใหญ่จึงช่วย เมื่อเด็กมีปัญหา ผู้ใหญ่จึงรีบจัดการ เมื่อเด็กทะเลาะกับเพื่อน ผู้ใหญ่บางครั้งรีบเข้าไปแก้ปัญหาให้ เมื่อเด็กลืมของ ผู้ใหญ่รีบนำมาให้ เมื่อเด็กทำงานไม่เสร็จ ผู้ใหญ่ช่วยทำ ทั้งหมดนี้เกิดจากความรัก แต่คำถามสำคัญคือ ถ้าวันหนึ่งไม่มีผู้ใหญ่อยู่ตรงนั้น เด็กจะทำอย่างไร เด็กจำเป็นต้องค่อย ๆ เรียนรู้ว่าโลกไม่ได้สามารถจัดทุกอย่างให้เขาได้เสมอไป การฝึกให้เด็กเก็บของเอง รับผิดชอบสิ่งของของตัวเอง รอคิว แบ่งปัน ยอมรับว่าแพ้ได้ ขอโทษเมื่อทำผิดแก้ไขเมื่อทำของเสียหาย พูดปฏิเสธเมื่อไม่ต้องการ ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และรับผิดชอบผลจากการตัดสินใจของตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ การปล่อยให้เด็กลำบาก แต่คือ การฝึกทักษะชีวิต งานของ UNICEF ก็เน้นว่าการเลี้ยงดูเชิงบวกไม่ได้หมายถึงการตามใจเด็ก แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นควบคู่กับกติกา ขอบเขต และความคาดหวังที่เหมาะสมกับวัย ไม่ตามใจ ไม่ได้แปลว่า ต้องดุ การเลี้ยงดูที่ดีไม่จำเป็นต้องเข้มงวดหรือทำให้เด็กกลัว ในทางกลับกัน เด็กต้องการทั้ง ความรักและขอบเขต ตัวอย่างง่าย ๆ เด็กทำของเล่นของเพื่อนพัง เราอาจพูดว่า “ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่ซื้อให้ใหม่” เด็กอาจเรียนรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา ผู้ใหญ่จะจัดการให้ แต่เราอาจเปลี่ยนเป็น “แม่รู้ว่าหนูไม่ได้ตั้งใจ แต่ของของเพื่อนเสียแล้ว เรามาช่วยกันคิดว่าจะรับผิดชอบอย่างไรดี” เด็กยังได้รับความรักเหมือนเดิม แต่กำลังเรียนรู้เรื่อง ความรับผิดชอบ นี่คือหัวใจสำคัญของการเลี้ยงดูเชิงบวก อบอุ่นได้ แต่ต้องมีขอบเขต รับฟังได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะได้ตามใจ เข้าใจความรู้สึกได้ แต่ยังต้องเรียนรู้ความรับผิดชอบ UNICEF อธิบายชัดเจนว่า positive parenting ไม่ใช่ permissive parenting หรือการปล่อยให้เด็กทำอะไรก็ได้ แต่เป็นการสอนทักษะชีวิตผ่านความสัมพันธ์ที่เคารพและการกำหนดกติกาที่ชัดเจน แล้วเด็กเอาตัวรอดเก่ง หมายถึงอะไร คำว่า “เอาตัวรอด” ในที่นี้ไม่ใช่การสอนให้เด็กแข็งกระด้าง หรือให้รู้จักเอาเปรียบคนอื่น แต่หมายถึงเด็กที่สามารถ คิด → ตัดสินใจ → ขอความช่วยเหลือ → แก้ปัญหา → รับผิดชอบ → เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทักษะเหล่านี้คือสิ่งที่เด็กต้องใช้ไปอีกนานหลังจากจบโรงเรียน เด็กบางคน บ้านหนึ่งคน โรงเรียนอีกคน เพราะบริบทแตกต่างกัน ครูอาจพบว่า ที่บ้านเด็กไม่ต้องรอคิว แต่ที่โรงเรียนต้องรอ ที่บ้านมีผู้ใหญ่ช่วยแต่งตัว แต่โรงเรียนต้องทำเอง ที่บ้านทำผิดแล้วผู้ใหญ่จัดการให้ แต่โรงเรียนต้องรับผิดชอบ ที่บ้านพูดกับผู้ใหญ่แบบหนึ่ง แต่โรงเรียนต้องเรียนรู้การสื่อสารกับคนหลายวัย นี่ไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็น เด็กมีปัญหา แต่หมายความว่า เด็กกำลังเรียนรู้กติกาที่แตกต่างกันของแต่ละบริบท หน้าที่ของผู้ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงบอกว่า “เด็กไม่ดี”แต่ต้องช่วยให้เด็กเข้าใจว่า “แต่ละสถานที่อาจมีกติกาที่แตกต่างกัน และเราสามารถปรับตัวได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง” ดังนั้นการพูดคุยระหว่างครูกับผู้ปกครองจึงสำคัญมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กไม่ได้เกิดจากคำแนะนำเพียงครั้งเดียว งานทบทวนของ UNICEF พบว่าการสนับสนุนผู้ปกครองที่ได้ผลต้องอาศัยความสัมพันธ์ การติดตาม และเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงการให้ข้อมูลอย่างเดียว เด็กไม่ได้ต้องการโลกที่ไม่มีอุปสรรค เด็กต้องการผู้ใหญ่ที่พร้อมอยู่ข้างเขา ขณะที่เขากำลังเรียนรู้จะรับมือกับอุปสรรค เราไม่สามารถปกป้องเด็กจากทุกความผิดหวังได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาแทนเขาไปตลอดชีวิต และไม่สามารถทำให้โลกภายนอกใจดีกับเขาเสมอไป สิ่งที่เราทำได้คือ สร้างเด็กที่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่า รู้จักเคารพผู้อื่น รับผิดชอบสิ่งที่ทำ กล้าขอความช่วยเหลือ กล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ปลอดภัย แก้ปัญหาเมื่อเจออุปสรรค และลุกขึ้นใหม่เมื่อทำผิดพลาด นี่ต่างหากคือการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับชีวิต สุดท้าย ครูและผู้ปกครองไม่ได้อยู่คนละฝั่ง บางครั้งครูอาจเหนื่อยกับพฤติกรรมของเด็ก บางครั้งผู้ปกครองอาจเหนื่อยกับคำแนะนำจากโรงเรียน และบางครั้งทั้งสองฝ่ายอาจมองเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน ฝั่งของเด็ก ผู้ปกครองคือคนที่รักและรู้จักเด็กอย่างลึกซึ้งจากชีวิตที่บ้าน ครูคือคนที่เห็นเด็กอยู่ร่วมกับเพื่อนและสังคมในอีกบริบทหนึ่ง เมื่อสองมุมมองนี้มาเจอกัน เด็กจะได้รับสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ความต่อเนื่องในการเรียนรู้และการเติบโต

1 ชอบ

0 ตอบกลับ

5 ดู

เพิ่มความคิดเห็น

เข้าร่วมชุมชนออนไลน์

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

Community resources