โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว

เพราะครูอยู่ตรงนี้เสมอ :เอาใจใส่ รับฟัง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กทุกคน

อาซะมะ
อาซะมะ

2 ชั่วโมงที่แล้ว

การบูลลี่หรือการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน อาจเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเพียงการหยอกล้อ แต่สำหรับเด็กบางคน คำพูดเพียงไม่กี่คำการถูกล้อเลียน การถูกกีดกันออกจากกลุ่มหรือการทำให้รู้สึกว่าตนเองแตกต่าง อาจกลายเป็นความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจไปอีกนาน
ในทางวิชาการการบูลลี่ไม่ได้หมายถึงความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันทุกกรณี แต่โดยทั่วไปหมายถึงพฤติกรรมก้าวร้าวที่ไม่เป็นที่ต้องการ มีความไม่สมดุลของอำนาจ และเกิดขึ้นซ้ำหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดซ้ำ เช่นการทำร้ายร่างกาย การพูดทำร้ายจิตใจ การเผยแพร่ข่าวลือ หรือการจงใจกีดกันออกจากกลุ่ม ดังนั้นการป้องกันจึงไม่ควรรอให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเสียก่อน แต่ควรเริ่มตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์และบรรยากาศที่ดีในชีวิตประจำวันของเด็ก
สำหรับโรงเรียนปลาดาว การดูแลเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการรอให้มีเหตุการณ์แล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในทุกๆวัน เพราะเราเชื่อว่าครูที่อยู่ใกล้เด็กจะมองเห็นเด็กได้มากกว่าเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
จากประสบการณ์ของผู้เขียนการเป็นครูไม่ได้หมายถึงการยืนอยู่หน้าชั้นเพื่อถ่ายทอดความรู้เท่านั้นแต่หมายถึงการได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กในหลายช่วงของวัน ทั้งเวลาเรียน เวลาพัก การทำกิจกรรม การรับประทานอาหารหรือแม้แต่ช่วงที่เด็กออกไปเล่นในสนาม ช่วงเวลาเหล่านี้เปิดโอกาสให้ครูได้พูดคุย สังเกตและรับฟังเรื่องราวเล็กๆของเด็กอยู่เสมอ

ที่โรงเรียนปลาดาวเราจึงไม่ได้มองช่วงพักเพียงเป็นเวลาที่เด็กได้ผ่อนคลายจากการเรียน แต่เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ครูได้ทำความรู้จักเด็กมากขึ้น บางครั้งครูเข้าไปร่วมเล่นกับเด็กพูดคุยหรือชวนเด็กสนทนาทำให้เราได้เห็นว่าใครกำลังมีความสุข ใครกำลังมีปัญหากับเพื่อนหรือใครอาจกำลังรู้สึกไม่สบายใจ แม้เด็กคนนั้นจะยังไม่ได้พูดอะไรออกมาก็ตาม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ StopBullying.gov ที่ระบุว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสนับสนุนเด็กควรเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของโรงเรียน ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียน แต่รวมถึงสนามเด็กเล่น โรงอาหาร และพื้นที่อื่นๆโดยการมีผู้ใหญ่คอยสังเกตและดูแลในจุดต่าง เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการกลั่นแกล้ง
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า การป้องกันการบูลลี่อาจไม่ได้เริ่มต้นจากกฎระเบียบจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการที่ครูมองเห็นเด็กทุกคน
เด็กบางคนอาจไม่ค่อยพูดในห้องเรียน แต่เมื่อทำงานกลุ่มกลับเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเพื่อน บางคนเรียนได้ดีแต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขณะที่บางคนอาจเป็นเด็กซุกซน ชอบเล่นและชอบพูดคุยกับเพื่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวตนของเด็กที่ครูจะเข้าใจได้มากขึ้นเมื่อได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเขา
งานของ CDC ให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง School Connectedness หรือความรู้สึกผูกพันกับโรงเรียน ซึ่งหมายถึงการที่เด็กรู้สึกว่าครูเพื่อนและผู้ใหญ่ในโรงเรียนใส่ใจ เห็นคุณค่าและให้การสนับสนุนเขา งานข้อมูลของ CDC ระบุว่านักเรียนที่รู้สึกเชื่อมโยงกับโรงเรียนมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงและประสบการณ์ความรุนแรงน้อยลง และมีผลลัพธ์ด้านการเรียนและการมาเรียนที่ดีขึ้น
ในระดับห้องเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กจึงมีความหมายมากกว่าการดูแลเรื่องการเรียน เพราะข้อมูลของ CDC ยังชี้ว่าเมื่อนักเรียนรับรู้ว่าครูใส่ใจและให้การสนับสนุน เด็กจะมีความรู้สึกผูกพันกับโรงเรียนและเพื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ครูให้เวลาในการพูดคุย ช่วยเหลือและแสดงความสนใจในตัวเด็ก
จากประสบการณ์ของผู้เขียน เมื่อครูมีโอกาสพูดคุยกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะค่อยๆเกิดความไว้วางใจ และเมื่อเกิดปัญหา เด็กก็มีโอกาสที่จะเดินเข้ามาหาครู กล้าเล่ากล้าบอกความรู้สึก และกล้าขอความช่วยเหลือ
บางครั้งคำถามง่ายๆเช่น วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง หรือมีอะไรอยากเล่าให้ครูฟังไหม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่สำคัญ เพราะเด็กได้รับรู้ว่าเขามีคนที่พร้อมจะฟังโดยไม่รีบตัดสิน

หากเกิดความขัดแย้งระหว่างเด็กกับเด็ก ครูจึงไม่ควรรีบตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูกจากสิ่งที่เห็นเพียงด้านเดียว แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดและรับฟังกัน อาจชวนเด็กคิดว่าเกิดอะไรขึ้น หนูรู้สึกอย่างไร และถ้าย้อนกลับไปได้เราจะทำอะไรแตกต่างจากเดิม
กระบวนการเช่นนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เคารพความแตกต่าง และรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
การป้องกันการบูลลี่จึงไม่ใช่หน้าที่ของครูคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งโรงเรียน ครอบครัว และตัวเด็กเอง แนวทางของ StopBullying.gov ก็เน้นถึงความสำคัญของการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง การรับฟังเด็ก การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี และการสร้างวัฒนธรรมของการเคารพและการยอมรับความแตกต่าง
จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้อยู่กับนักเรียนในโรงเรียนปลาดาว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อครูเข้าไปอยู่ในโลกของเด็ก เด็กก็เปิดประตูให้ครูเข้าไปทำความเข้าใจโลกของเขาได้ง่ายขึ้น การพูดคุยการทำกิจกรรมร่วมกัน การเล่นในสนาม หรือการนั่งอยู่ข้างๆกันในช่วงเวลาธรรมดาๆล้วนกลายเป็นความสัมพันธ์เล็กๆที่ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
สำหรับโรงเรียนปลาดาว จากประสบการณ์ของผู้เขียนยังไม่พบปัญหาการบูลลี่ในลักษณะที่รุนแรงหรือเรื้อรัง แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะไม่มีความขัดแย้งกันเลย เพราะการไม่เข้าใจกันการหยอกล้อหรือความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น มีผู้ใหญ่ที่มองเห็นและเข้าไปช่วยเด็กเรียนรู้วิธีจัดการกับความสัมพันธ์นั้นอย่างเหมาะสมหรือไม่
การป้องกันการบูลลี่อาจไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนคิดเหมือนกัน หรือทำให้โรงเรียนไม่มีความขัดแย้งเลย แต่คือการทำให้เด็กทุกคนรู้ว่า ตนเองมีคุณค่ามีพื้นที่ของตัวเองและมีผู้ใหญ่ที่พร้อมจะรับฟังเมื่อเกิดปัญหา
เด็กที่รู้ว่าครูใส่ใจ อาจกล้าเปิดใจ เด็กที่รู้ว่าครูรับฟัง อาจกล้าพูด
เด็กที่รู้ว่าครูพร้อมรับความแตกต่าง อาจกล้าเป็นตัวของตัวเอง
และเด็กที่รู้ว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ก็ย่อมมีโอกาสเรียนรู้และเติบโตได้อย่างมั่นคง
เพราะท้ายที่สุดแล้วเด็กอาจไม่ได้จดจำทุกสิ่งที่ครูสอนในห้องเรียน แต่พวกเขาอาจจดจำได้ว่าในวันที่มีความสุข วันที่ผิดหวังหรือวันที่มีปัญหามีครูคนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นและพร้อมรับฟังเสมอ
นี่อาจเป็นหนึ่งในความหมายที่สำคัญของคำว่าครูผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กทุกคน

แหล่งอ้างอิง
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). School Connectedness Helps Students Thrive.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). Teacher Caring and Support.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). Safe and Supportive School Environments.
StopBullying.gov. (2024). What Is Bullying?
StopBullying.gov. Build a Safe Environment.
StopBullying.gov. How to Prevent Bullying.

1 ชอบ

0 ตอบกลับ

3 ดู

เพิ่มความคิดเห็น

เข้าร่วมชุมชนออนไลน์

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

Community resources