โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว
จากการฟ้องเพื่อน สู่บทเรียนเรื่องการอยู่ร่วมกัน
Thawanrat
2 ชั่วโมงที่แล้ว
จากการฟ้องเพื่อน สู่บทเรียนเรื่องการอยู่ร่วมกัน
ในหนึ่งวัน ครูอาจได้ยินคำว่า “ครูครับ” มากกว่าสิบครั้ง โดยเฉพาะจากเด็กผู้ชาย 2 คนในห้องเรียนที่มักคอยสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนและนำมาบอกครูอยู่เสมอ
“ครูครับ เพื่อนยังไม่เก็บของครับ” “ครูครับ เพื่อนทำแบบนี้ครับ”
คำพูดเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในห้องเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมด 14 คน ช่วงแรกครูมองว่าเด็กทั้งสองกำลัง “ฟ้องเพื่อน” เพราะเมื่อเห็นเพื่อนทำสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกติกา เด็กจะรีบนำเรื่องนั้นมาบอกครู แต่เมื่อครูลองสังเกตพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง กลับพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงการบอกพฤติกรรมของเพื่อนเท่านั้น เด็กทั้งสองยังใช้เวลาส่วนหนึ่งในการเฝ้ามองว่าเพื่อนกำลังทำอะไร จนบางครั้งละเลยงานของตนเอง ทำงานไม่เสร็จพร้อมเพื่อน หรือใช้เวลาในการทำงานนานกว่าที่ควรเหตุการณ์นี้ทำให้ครูย้อนกลับมาคิดว่าการมองเห็นและ
ใส่ใจพฤติกรรมของผู้อื่นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เด็กยังต้องเรียนรู้ว่า เมื่อพบเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เราควรรู้ว่าเรื่องใดควรบอกครู เรื่องใดสามารถรอได้ และเรื่องใดสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง ที่สำคัญคือไม่ควรปล่อยให้การสนใจเรื่องของเพื่อนทำให้หน้าที่ของตนเองหยุดชะงัก
ครูจึงเริ่มปรับวิธีการตอบสนองจากเดิมที่เมื่อเด็กมาบอกเรื่องของเพื่อน ครูอาจเป็นผู้ตัดสินใจให้ทันทีเปลี่ยนเป็นการใช้คำถามสั้น ๆ เพื่อให้เด็กได้หยุดคิดก่อน เช่น
“ตอนนี้หนูกำลังทำอะไรอยู่”“งานของหนูเสร็จหรือยัง”
“เรื่องที่หนูเห็น เพื่อนกำลังเดือดร้อนหรือไม่”“เรื่องนี้หนูช่วยเพื่อนได้ไหม หรือควรบอกครู”
ในช่วงแรก เด็กยังคงมาบอกครูเช่นเดิม ครูจึงไม่ได้คาดหวังให้พฤติกรรมเปลี่ยนทันที แต่ใช้คำถามเหล่านี้ซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริงอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งชื่นชมเมื่อเด็กสามารถกลับไปทำหน้าที่ของตนเองได้ เช่น “หนูรู้จักกลับมาทำงานของตัวเองต่อ ครูเห็นความรับผิดชอบของหนูนะ”
เมื่อดำเนินการต่อเนื่อง เด็กเริ่มหยุดคิดก่อนที่จะมาบอกครู บางครั้งเมื่อเห็นเพื่อนยังไม่เก็บของ เด็กสามารถเตือนเพื่อนด้วยตนเองอย่างสุภาพ หรือเลือกกลับไปทำงานของตัวเองให้เสร็จก่อนหากเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่สามารถรอได้เด็กก็สามารถรอโดยไม่ต้องรีบมารายงานครูทันที จำนวนครั้งของการมาบอกเรื่องเพื่อนจึงค่อย ๆ ลดลงและที่เห็นได้ชัดคือเด็กสามารถจดจ่อกับงานของตนเองมากขึ้น ทำงานเสร็จได้ตามเวลามากขึ้นและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของห้องเรียนได้ดีขึ้นสำหรับครูเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมที่มองผ่าน ๆ อาจมีความหมายมากกว่าที่คิด การที่เด็กนำเรื่องของเพื่อนมาบอกครูไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องการสร้างปัญหาหรือจับผิดเพื่อนเสมอไปแต่อาจเป็นเพราะเด็กกำลังเรียนรู้เรื่องกติกา ความถูกต้อง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับสิ่งที่ตนเองพบเห็นอย่างไร
จาก “ครูครับ” ที่เคยเป็นเพียงเสียงบอกเล่าพฤติกรรมของเพื่อน จึงกลายเป็นโอกาสให้ครูได้สอนเรื่องความรับผิดชอบ การควบคุมความสนใจ และการเคารพผู้อื่นไปพร้อมกัน
บทเรียนสำคัญที่ครูได้รับจากเหตุการณ์นี้ คือ การปรับพฤติกรรมของเด็กอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกว่า “ไม่ควรทำ” แต่เริ่มจากการช่วยให้เด็กเข้าใจว่าเมื่อพบเห็นสิ่งต่าง ๆรอบตัว เราจะเลือกตอบสนองอย่างไรโดยไม่ละเลยหน้าที่ของตนเองเพราะท้ายที่สุดแล้ว การอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้หมายถึงการไม่สนใจคนรอบข้างแต่คือการรู้จักใส่ใจผู้อื่นพร้อมกับรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองไปด้วย
0 ชอบ
0 ตอบกลับ
4 ดู
เข้าร่วมชุมชนออนไลน์
แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง