โรงเรียนปลาดาว โรงเรียนปลาดาว

เด็กไม่ได้ขี้ฟ้อง...แค่กำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ครูตั้งโอ๋ เมลินดา
ครูตั้งโอ๋ เมลินดา

1 ชั่วโมงที่แล้ว

เด็กไม่ได้ขี้ฟ้อง...แค่กำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น


ครูคะ เขาแย่งของหนู!
ครูครับ เขาไม่ยอมทำตามกติกา!
ครูคะ เขาแอบเล่นตอนครูไม่เห็น!


เสียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ครูพบได้แทบทุกวัน โดยเฉพาะในห้องเรียนเด็กเล็ก หลายครั้งเราอาจเผลอตอบว่าไม่ต้องฟ้องครู หรือมองว่าเด็กคนนี้ขี้ฟ้อง แต่ในมุมของพัฒนาการเด็ก การมาบอกครูอาจมีความหมายมากกว่าที่คิด

สำหรับเด็ก การมาบอกครูอาจหมายถึง
หนูคิดว่ามีกฎและเขาทำผิดกฎ
หนูไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
หรือ “หนูต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วย

เด็กอายุประมาณ 3 ปีสามารถรายงานการละเมิดกฎของผู้อื่นได้ แม้ตนเองจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งสนับสนุนแนวคิดว่าการรายงานบางรูปแบบอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และรักษาบรรทัดฐานทางสังคมของเด็ก

ขณะเดียวกัน เด็กอายุ 6–11 มีแนวโน้มมองว่าการรายงานทั้งเรื่องเล็กและเรื่องร้ายแรงเป็นสิ่งที่เหมาะสม ขณะที่เด็กโตขึ้นเริ่มแยกแยะได้มากขึ้นว่า เรื่องเล็กบางเรื่องอาจจัดการกันเองได้ แต่เรื่องร้ายแรงควรบอกผู้ใหญ่

ดังนั้น บทบาทของครูจึงไม่ควรเป็นเพียงผู้ตัดสินว่าใครผิด แต่ควรเป็น โค้ชที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหา
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนปลาดาวที่มองว่า เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ และครูทำหน้าที่เป็นโค้ชหรือผู้อำนวยการเรียนรู้ คอยตั้งคำถาม ชวนคิด และช่วยให้เด็กค้นพบแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง

เพราะเหตุการณ์ทะเลาะกันเล็ก ๆ ก็สามารถกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ได้ ครูอาจไม่ได้รีบบอกว่าใครผิดหรือใครถูก แต่ชวนเด็กหยุดคิดและมองสถานการณ์ผ่านคำถาม เช่น
เกิดอะไรขึ้น?
ตอนนี้มีใครเจ็บหรือไม่ปลอดภัยไหม?
แต่ละคนรู้สึกอย่างไร?
หนูคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรได้บ้าง?

จากนั้นเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย รับฟังมุมมองของเพื่อน และร่วมกันหาทางออก
หากเป็นเรื่องเล็ก เช่น แย่งของ แซงคิว หรือไม่ทำตามกติกา ครูอาจช่วยให้เด็กฝึกพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน แทนที่จะรีบตัดสินว่าใครผิด แต่หากเป็นการทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ หรือพฤติกรรมที่เกิดซ้ำจนเด็กไม่สามารถจัดการได้ ครูควรเข้าไปดูแลอย่างจริงจัง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการฟ้อง


สิ่งที่ครูควรทำ
เมื่อเด็กทะเลาะกันหรือมาฟ้อง ครูไม่ควรรีบเข้าไปหาคนผิด–คนถูก แต่ควรวางตัวเป็น ผู้ใหญ่ที่มั่นคง เป็นกลาง และพร้อมรับฟัง เด็กควรรู้ว่าเมื่อเกิดปัญหา เขาสามารถมาหาครูได้โดยไม่ถูกตำหนิ

แต่ในขณะเดียวกัน การมาหาครูก็ไม่ได้หมายความว่าครูจะตัดสินทุกอย่างแทนเขา
ความขัดแย้งหนึ่งเหตุการณ์อาจมีหลายมุม เด็กแต่ละคนมีประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเอง ครูจึงควรฟังให้ครบก่อนสรุป ไม่รีบเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ติดป้ายว่าเด็กคนหนึ่งเป็น เด็กขี้ฟ้อง หรือ เด็กชอบหาเรื่อง

สิ่งสำคัญที่ครูควรช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ คือ
เรื่องไหนเราจัดการเองได้
เรื่องไหนควรขอความช่วยเหลือ
และเรื่องไหนต้องบอกผู้ใหญ่ทันที

ท้ายที่สุด การมาบอกครูหรือการทะเลาะกันของเด็กอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่สำคัญ เด็กได้ฝึกสื่อสาร รับฟัง เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น แก้ปัญหา และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น
เพราะเด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะในการจัดการความขัดแย้ง แต่กำลัง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น และครูอาจไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เด็กไม่ทะเลาะกัน แต่มีหน้าที่ช่วยให้เด็ก เรียนรู้ว่าจะอยู่กับความขัดแย้งอย่างไร และเติบโตจากมันได้อย่างไร


บรรณานุกรม
Ingram, G. P. D., & Bering, J. M. (2010). Children’s tattling: The reporting of everyday norm violations in preschool settings. Child Development, 81(3), 945–957. doi.org/10.1111/j.1467-8624.2010.01444.x
Loke, I. C., Heyman, G. D., Forgie, J., & McCarthy, A. (2011). Children’s moral evaluations of reporting the transgressions of peers: Age differences in evaluations of tattling. Developmental Psychology, 47(6), 1757–1762. doi.org/10.1037/a0025357
Yucel, M., & Vaish, A. (2018). Young children tattle to enforce moral norms. Social Development, 27(4), 924–936. doi.org/10.1111/sode.12290
Vasquez, K., & Shaw, A. (2026). Good person, but bad friend: Children’s developing evaluations of tattling. Journal of Experimental Child Psychology, 264, 106439. doi.org/10.1016/j.jecp.2025.106439

0 ชอบ

0 ตอบกลับ

3 ดู

เพิ่มความคิดเห็น

เข้าร่วมชุมชนออนไลน์

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์ เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

Community resources