ชวนมารู้จัก “การศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education)”ฉบับเข้าใจง่าย

ชวนมารู้จัก “การศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education)”ฉบับเข้าใจง่าย

คุณพ่อคุณแม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าอย่าตัดสินปลาว่าไม่เก่ง เพียงเพราะมันปีนต้นไม้ไม่ได้ อย่าตัดสินลิง ว่าไม่เก่ง เพียงเพราะมันว่ายน้ำไม่เป็นบ้างไหมคะ ? เพราะแต่ละคน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความสามารถกันคนละแบบ จึงไม่สามารถใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งตัดสินทุกคนได้ นี่เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการศึกษารูปแบบนี้ขึ้นมา ที่มองว่าคนเรามีความถนัดที่แตกต่าง และความแตกต่างนี้เองที่เราควรส่งเสริม จึงทำให้เกิดการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) ขึ้นมานั่นเองค่ะ

เพราะทุกคนแตกต่าง และเก่งได้ในสไตล์ของตัวเอง

ย้อนกลับไปในปี 1973 David Clarence McClelland นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ที่ได้ให้แนวคิดว่าการศึกษาควรเปลี่ยนรูปแบบการวัดผลจากข้อสอบให้เป็นการประเมินสมรรถนะแทน นั่นคือ ให้พิจารณาบุคคลโดยการมองจากภาพรวม ทั้งปัจจัยภายนอก และคุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งสิ่งนี้เองจะผลักดันให้บุคคลนั้นสร้างผลงานที่ดี ในงานที่ตนเองถนัด ซึ่งอาจไม่สามารถวัดได้จากเกรด ใบรับรอง หรือใบประกาศเกียรติคุณต่าง ๆ นั่นเป็นที่มาของการกลับมามองที่การศึกษาว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์เดียวในการวัดความสามารถของผู้เรียนไปเสียหมด และนั่นคือแนวคิดของ การศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) ที่เริ่มเกิดขึ้น

“สมรรถนะ” (Competency) นั้นหมายถึงอะไร

คำว่า “สมรรถนะ” หมายถึง “พฤติกรรม” ที่แสดงออกของบุคคล ผ่านการบูรณาการและประยุกต์ใช้ปัจจัยที่อยู่ภายใน เช่น ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ให้เกิดผลการปฏิบัติงาน และประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต 

หลักคิดของการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education)

1. เก่งในแบบของตัวเอง - เป็นการเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล (Personalization) เพราะคนเราก็มีความถนัด และความเก่งเป็นของตนเอง

2. มีสุขภาวะ - เน้นให้ผู้เรียนเกิดสุขภาวะ (Well-being) ทั้งในด้านสุขภาพ ความฉลาดรู้ สังคมและอารมณ์อย่างสมดุล เพราะสุขภาพดีเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ซึ่งหมายความรวมถึงทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตด้วยเช่นกันค่ะ 

3. เรียนไปใช้งานเป็น - พัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต การแก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และการสร้างประโยชน์ต่อสังคม หมดปัญหาเก่งแต่ในตำราแต่นำไปใช้ไม่ได้ เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาลแต่ยังหนีชาวต่างชาติ หมายรวมถึงการใช้ความเก่งอย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

4. ยืดหยุ่นพร้อมปรับตัว - พัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทัน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาการ เพราะโลกหมุนไปตลอด การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราที่สร้างขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังศึกษาต่อยอดความรู้ไปได้เรื่อย ๆ 

“สมรรถนะ”ประเมินอย่างไร ?

การประเมินผลผู้เรียนจาก “สมรรถนะ” นั่นคือ การประเมินผู้เรียนจากพฤติกรรม ซึ่งจะต้องมีการกำหนดกรอบสมรรถนะหลัก ที่ประกอบไปด้วยนิยามของแต่ละสมรรถนะ ระดับความเชี่ยวชาญ และพฤติกรรมบ่งชี้ที่มีความชัดเจน จะทำให้ผู้เรียนได้ลงมือทำมากกว่าแค่เรียนรู้จากในตำราเรียน เพื่อให้ได้พัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียน 

โดยการประเมินสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน นั้นมี 5 ด้าน

1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับ และส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง และสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัด และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับ หรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม

 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตน เอง และสังคมได้อย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา และความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง และผู้อื่น

การศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-based Education) จึงเป็นการเรียนที่เปิดกว้างในแง่ของความหลากหลายในความถนัดซึ่งในขณะเดียวกัน ก็เข้าใจความเป็นปัจเจกของบุคคลที่มีความแตกต่าง นับเป็นความก้าวหน้าในการเรียนการสอนไปอีกขึ้นหนึ่ง ที่ทำให้สามารถมองการเรียนการสอนในหลายมิติมากขึ้น

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

Time Management ทักษะจำเป็นของเด็กยุคใหม่

Time Management ทักษะจำเป็นของเด็กยุคใหม่

Starfish Academy
Starfish Academy

ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ก็ใช่ว่าแต่ละคนจะใช้ประโยชน์จากเวลาที่มีได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในสังคมยุคใหม่ ที่มีสิ่งล่อตาล่อใจให้เราหลุดโฟกัสจากสิ่งที่ต้องทำได้ง่าย ๆ การจัดสรรเวลาหรือ Time management จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่เด็ก ๆ ยุคนี้จำเป็ ...

2100 views 23.11.20
Time Management ทักษะจำเป็นของเด็กยุคใหม่
"เทคนิคพ่อแม่ในการค้นหาสมรรถนะของลูก" ตอนที่ 3 โดย Starfish Education

"เทคนิคพ่อแม่ในการค้นหาสมรรถนะของลูก" ตอนที่ 3 โดย Starfish Education

Starfish Academy
Starfish Academy

บทบาทของคุณพ่อคุณแม่...ผู้เชื่อมโยงการเรียนรู้จากโรงเรียนสู่โลกของความเป็นจริงการเชื่อมโยงจากโรงเรียนไปถึงพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากโรงเรียนเซ็ตระบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่ดี มีมาตรฐานการเรียนการสอน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเข้าไปสังเกตว่าเขาเรี ...

693 views 11.11.20
"เทคนิคพ่อแม่ในการค้นหาสมรรถนะของลูก" ตอนที่ 3 โดย Starfish Education
ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน

Starfish Academy
Starfish Academy

จากคราวที่แล้วผมได้แนะนำผู้ปกครองให้สังเกตบุตรหลานหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากโรงเรียน ดังนี้ 1) เปิดใจรับฟัง 2) สังเกตพฤติกรรมเพิ่มเติม 3) ทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 4) ตัดสินใจและเปิดใจยอมรับ และ 5) หาแนวทางช่วยเหลือทางการศึกษาร่วมกับครู และนักสหวิ ...

51127 views 13.10.20
ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน