เราเชื่อว่าพ่อแม่ผู้ปกครองทุกท่านล้วนอยากจะเป็นที่ปรึกษาของลูก เป็นคนที่ลูกให้ความไว้วางใจ และเป็นที่พึ่งพิงให้กับพวกเขาเมื่อเผชิญปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต แต่ลูกอาจไม่ได้ต้องการคำแนะนำหรือวิธีแก้ไขปัญหาเสมอไป เพราะบางครั้งเขาแค่ต้องการคนที่เข้าใจและรับฟังในสิ่งที่เขากำลังรู้สึก หรือเด็กบางคนโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ อาจสับสนเมื่อเกิดความรู้สึกทางลบขึ้น เพราะยังไม่ค่อยมีคลังคำมาอธิบายความรู้สึกมากนัก การมีคนมาช่วยฟังและจัดระเบียบความคิดจะช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่ากำลังรู้สึกอะไร มีสาเหตุมาจากไหน และนำไปสู่การจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้ต่อไป ดังนั้น การฟังให้เข้าใจมุมมองของลูกจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ลูกรู้สึกวางใจ กล้าที่จะเปิดใจคุยกับพ่อแม่ ซึ่งการฟังในรูปแบบนี้เรียกว่า “Active Listening”

ขอบคุณภาพจาก freepik

“Active Listening” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การฟังอย่างตั้งใจ การฟังเชิงรุก หรือการฟังแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึกของผู้พูด โดยไม่ตัดสินและไม่ประเมินสิ่งที่กำลังฟัง ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้การฟังแบบ Active Listening เพื่อสานสัมพันธ์กับลูกได้ด้วยเทคนิคต่อไปนี้

1.เคลียร์ใจตัวเองก่อน โดยวางอคติ ตัวตนและความคิดเห็นต่าง ๆ ที่เป็นของเราไว้ เพื่อให้พร้อมที่จะรับฟังลูกอย่างเปิดใจ ไม่คิดถึงอดีตที่ผ่านมา หรือเตรียมคำตอบไว้ในใจอยู่แล้ว แต่อยู่กับปัจจุบันเพื่อรับฟังสิ่งที่ลูกกำลังจะพูดจนจบ

2.แสดงออกว่ากำลังตั้งใจฟัง ด้วยการใช้สีหน้าท่าทาง หรือภาษากาย (Body Language) อย่างการสบตาผู้พูด ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นของบทสนทนา (เพราะถ้าสบตามากเกินไป อาจจะกลายเป็นการจ้องจนทำให้เด็ก ๆ กลัวได้) โน้มตัวเข้าหาเด็ก ๆ เล็กน้อย ผงกหัวหรือพยักหน้าระหว่างฟัง อาจจะใช้คำว่า “อ๋อ” “อืม” หรือคำอื่น ๆ ที่แสดงการตอบรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารว่าคุณกำลังให้ความสนใจสิ่งที่เขาพูดและพร้อมที่จะรับฟังเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งในบทความ The Skill of Listening โดย The Center for Parenting Education เปรียบเทียบการแสดงออกเหล่านี้ว่าเหมือนกับการซื้อตั๋วหนัง เพราะเราตั้งใจเข้าไปดูและรับฟังเรื่องราวอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ทำอย่างอื่นไปด้วย ไม่ได้ฟังผ่าน ๆ และไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้พูดนั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก freepik

3. สะท้อนความรู้สึก (Feeling Response) โดยใช้คำว่า “ดูเหมือนจะ” “คล้ายว่า” หรือคำพูดอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงแนวโน้ม หรือเปิดช่องว่างให้เขาสามารถอธิบายต่อได้ มากกว่าการตัดสินว่าลูกต้องรู้สึกแบบนี้อยู่แน่นอน เช่น เมื่อลูกบอกว่า “ใกล้สอบแล้ว เทอมนี้เนื้อหาเยอะมาก อ่านไม่ทันแน่เลย หนูกลัวทำข้อสอบไม่ได้จัง” หากสังเกตจะพบว่า ประโยคนี้ไม่ได้เป็นการขอความช่วยเหลือ หรืออยากจะรู้วิธีแก้ไข แต่เป็นการบอกความรู้สึกให้พ่อแม่รับรู้ ถ้าพ่อแม่ตอบว่า “ไม่ต้องคิดมาก จัดเวลาอ่านดี ๆ สิ” เด็ก ๆ อาจจะรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำ หรือไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ซึ่งพ่อแม่สามารถเปลี่ยนมาเป็นการสะท้อนความรู้สึกได้โดยอาจจะใช้ประโยค “ดูเหมือนหนูจะรู้สึกกังวลกับการอ่านหนังสือสอบรอบนี้มากเลย” เด็ก ๆ ก็อาจจะตอบต่อไปว่า “ใช่ค่ะ หนูรู้สึก....” แล้วเริ่มบอกเล่าเรื่องราวเพิ่มเติม ซึ่งไม่แน่ว่าท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเขาได้เล่าออกมาจนหมด ก็อาจจะเจอวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือคลายความกังวลใจลงไปได้

4.ทวนเนื้อหาหรือสิ่งที่เด็ก ๆ พูด (Content Response) เป็นการสรุปหรือทวนซ้ำเนื้อหาของสิ่งที่ฟังด้วยภาษาของเราเอง เพื่อตรวจสอบว่าเราเข้าใจ ‘สถานการณ์’ ที่เขาพูดถึงได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน (แต่ไม่ใช่การพูดซ้ำในสิ่งที่เขาพูด) เช่น “อยู่ดี ๆ พี่ก็มาหยิบขนมของหนูไปกินเฉยเลย หนูไม่ชอบเลย” เป็นธรรมดาที่เราฟังแล้วก็อยากจะตอบว่า “เอาน่า แบ่งให้พี่บ้างเดี๋ยวซื้อให้ใหม่” ซึ่งจริง ๆ แล้วลูกอาจจะไม่ได้อยากได้ขนม แต่รู้สึกไม่ดีที่ถูกแย่งขนมมากกว่า ซึ่งสถานการณ์นี้พ่อแม่ก็อาจจะใช้การทวนสิ่งที่เด็ก ๆ พูดว่า “เอ...หนูรู้สึกไม่โอเคที่พี่หยิบขนมไปโดยไม่ขอก่อนใช่ไหมลูก” แล้วค่อยอธิบายถึงเรื่องการแบ่งปัน หรือความถูกผิดตามมาทีหลัง ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าพ่อแม่ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา และเปิดใจฟังสิ่งที่เราจะพูดต่อไป

5.ไม่พูดแทรก หรือคิดเรื่องอื่นระหว่างฟัง ธรรมชาติของผู้ใหญ่ที่ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ฟังยังไม่ทันจบก็อาจจะชวนให้นึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วเผลอสรุปในใจไปว่าสิ่งที่ลูกเจอคือสิ่งเดียวกับที่เราเคยเจอมาก่อนหรือไม่ก็พูดตัดบทขึ้นมา แต่ลืมนึกไปว่าบริบท ช่วงเวลา และสภาพแวดล้อมที่ลูกเผชิญสถานการณ์นั้น อาจแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นพยายามฟังให้จบ เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเด็ก ๆ คิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่มาคุยทีหลังได้

6.ถามเพื่อความเข้าใจ นอกจากการไม่พูดแทรกแล้ว ถ้าเด็ก ๆ อธิบายออกมาได้ครึ่งหนึ่ง หรือเรายังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ให้ลองถามหรือขอให้เด็ก ๆ อธิบายเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดตามมา

7.สรุปเรื่องราวทั้งหมด ถ้าไม่ได้เป็นบทสนทนาสั้น ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถปิดท้ายด้วยการสรุปเรื่องราวทั้งหมด เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราฟังอย่างตั้งใจตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งการสรุปในที่นี้ไม่ใช่การหาทางออกหรือชี้แนะแนวทาง แต่เป็นการสรุปความคิดและความรู้สึกภาพรวมของเขาที่เรารับรู้จากการฟังทั้งหมด เพื่อให้เขามองเห็นปญหาชัดเจนขึ้นและเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามบางสถานการณ์ อย่างการขอคำปรึกษาเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญ การขอความเห็นต่าง ๆ หรือขอข้อมูลในเชิงความรู้ พ่อแม่ผู้ปกครองก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เช่นกัน ดังนั้นการเป็นผู้ฟังที่ดีของลูก จึงไม่มีรูปแบบตายตัว แต่เป็นการใส่ใจเลือกปรับวิธีการฟังให้เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์นั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://centerforparentingeducation.org/library-of-articles/healthy-communication/the-skill-of-listening/#what

https://www.verywellmind.com/what-is-active-listening-3024343

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

“โทษตัวเอง” ความรู้สึกผิดในใจลูก เมื่อพ่อแม่แยกทาง

“โทษตัวเอง” ความรู้สึกผิดในใจลูก เมื่อพ่อแม่แยกทาง

Starfish Academy
Starfish Academy

หลายครั้งเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในครอบครัว หากเด็ก ๆ อยู่ในสถานการณ์ด้วย พวกเขามักจะอดคิดไม่ได้ว่าตัวเอง คือสาเหตุของความขัดแย้งนั้น ยิ่งถ้าหากว่าความขัดแย้ง นำไปสู่การร้างรา ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่าเด็ก ๆ จะเริ่มโทษตัวเอง แม้ว่าสาเหตุของการแยกท ...

4227 views 11.11.20
“โทษตัวเอง” ความรู้สึกผิดในใจลูก เมื่อพ่อแม่แยกทาง
จะชวนวัยรุ่นคุยเรื่องเพศอย่างไรดี

จะชวนวัยรุ่นคุยเรื่องเพศอย่างไรดี

Starfish Academy
Starfish Academy

พ่อแม่หลายท่านคงกังวลว่า จะชวนวัยรุ่นพูดคุยเรื่องเพศอย่างไรดี จะสอนให้เด็กๆ เข้าใจและหัดระวังตัวเรื่อง “การล่วงละเมิดทางเพศอย่างไรดีนะ” เพราะบางครั้งพ่อแม่อาจจะรู้สึกว่า มันยากจังที่จะชวนคุยเรื่องนี้ เราอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวเขาจะไม่อยากฟังหรือเปล่า เ ...

385 views 09.11.21
จะชวนวัยรุ่นคุยเรื่องเพศอย่างไรดี
เช็คด่วน !! ลูกเราเป็นสมาธิสั้นไหม?

เช็คด่วน !! ลูกเราเป็นสมาธิสั้นไหม?

Starfish Academy
Starfish Academy

ลูกของคุณเคยแสดงเหล่านี้ไหม? ไม่ตั้งใจ ไม่มีสมาธิจดจ่อ มีความไม่เป็นระเบียบ หรืออารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราด หากพบว่ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น สามารถสันนิษฐานได้ว่าเด็กอาจมีสัญญาณของสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity ...

98 views 24.01.22
เช็คด่วน !! ลูกเราเป็นสมาธิสั้นไหม?