บูรณาการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

บูรณาการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

คุณครูเคยเจอปัญหาการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนแล้วเด็ก ๆ ไม่มีส่วนร่วมในห้องเรียนไหม ? หรือกิจกรรมอย่างอื่นเยอะจนสอนตามแผนไม่ทันอยู่หรือเปล่า.....?

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ คือ กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความสนใจ ความสามารถ โดยเชื่อมโยงเนื้อหาสาระของวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สามารถนำความรู้ ทักษะ และเจตคติไปสร้างงาน แก้ปัญหา และใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง

ทำไมเราต้องสอนแบบบูรณาการด้วยล่ะ สอนแบบที่เคยสอนไม่ได้หรือ ? มาดูเหตุผลกันว่าทำไมต้องบูรณาการ

ข้อแรกเลย สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้นจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันกับศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ ผสมผสานกันทำให้ผู้เรียนที่เรียนรู้ศาสตร์เดี่ยว ๆ มาไม่สามารถนำความรู้มาใช้ในการแก้ปัญหาได้  ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจะช่วยให้สามารถนำความรู้ ทักษะจากหลาย ๆ ศาสตร์มาแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง

ข้อต่อมา การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการสอนที่สัมพันธ์เชื่อมโยงความคิดรวบยอดของหลาย ๆ วิชาเข้าด้วยกัน จะช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เรียนเข้ากับชีวิตจริง ผู้เรียนสามารถมองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่เรียนและนำไปใช้จริงประจำวันได้การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรจึงทำให้ลดเวลาในการเรียนรู้เนื้อหาบางอย่างลงได้ แล้วไปเพิ่มเวลาให้เนื้อหาใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจะตอบสนองต่อความสามารถในหลาย ๆ ด้านของผู้เรียนช่วยสร้างความรู้ ทักษะ และเจตคติ “แบบพหุปัญญา” และที่สำคัญเรายังได้พัฒนาสมรรถนะหลักของผู้เรียนรองรับหลักสูตรฐานสมรรถนะอีกด้วย สำหรับการบูรณาการการเรียนรู้ให้มีความน่าสนใจเป็นสิ่งหนึ่งที่ครูควรเลือกสรรและออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตรงตามศักยภาพความถนัด และความสนใจ ให้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนและเข้าถึงในองค์ความรู้นั้นโดยแท้จริง

การบูรณาการกิจกรรมสะเต็มศึกษา ในชั้นเรียนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเสริมสร้างผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา การออกแบบ และวางแผนวิธีการแก้ปัญหา รวมไปถึงการตัดสินใจเลือกและทดสอบวิธีการแก้ปัญหานั้น ๆ

STEM คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร - เรียนต่ออเมริกา เรียนต่อแคนาดา กับ  North America Study                                   

สะเต็มศึกษา (Science Technology Engineering and Mathematics Education : STEM Education) คือ  แนวทางการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ไปใช้ในการเชื่อมโยง และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้เรียน รวมไปถึงการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แนวทางการเรียนรู้แบบบูรณาการความรู้อีกหนึ่งรูปแบบที่จะกล่าวถึงในวันนี้คือ STEAM ถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดในการจัดการศึกษาแบบสะเต็มและกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ซึ่งเป็นกระบวนการคิดที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาต่าง ๆ โดยยึดเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นำเอาความคิดสร้างสรรค์และมุมมองต่าง ๆ มาสร้างไอเดีย หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหา นำมาทดสอบและพัฒนาเพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์นั้น ๆ โดยกระบวนการที่จะให้ผู้เรียนได้นำไปใช้ในการเรียนรู้ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ คือ กระบวนการ STEAM Design Process

กระบวนการ STEAM Design Process มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้

Ask การตั้งคำถาม การทำความเข้าใจบริบทของปัญหาหรือความท้าทาย โดยอาศัยประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ การรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต การค้นคว้าเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง และการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมข้อมูลซึ่งจะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุ และผลกระทบของปัญหา

Imagine จินตนาการ การระดมแนวคิด และไอเดียเพื่อการออกแบบหรือกำหนดรูปแบบ และวิธีที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งวิเคราะห์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และผลที่จะเกิดขึ้นจากนำไอเดียดังกล่าวมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

Plan วางแผนการทำงาน การกำหนดเป้าหมาย องค์ประกอบ และลำดับขั้นตอนของการสร้างชิ้นงานหรือรายละเอียดของวิธีการอย่างชัดเจนโดยคำนึงถึงทรัพยากร เครื่องมือ ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินการ ข้อจำกัด และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Create ลงมือปฏิบัติ การลงมือทำเพื่อสร้างสรรค์งานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการแก้ไขหรือเพื่อการนำเสนอความคิดในการแก้ไขปัญหา ตัวอย่างเช่น การสร้างแบบจำลอง สารคดี หนังสือ แผนพับ โปสเตอร์ชิ้นงาน ต้นแบบ หรือสื่อดิจิทัล ตามแผนที่ได้วางไว้

 Reflect & Redesign การสะท้อนความคิด การนำผลจากการใช้งานมาคิดทบทวน และไตร่ตรองเพื่อสะท้อนถึงสิ่งที่ได้ทำมา ปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน การรับฟังข้อติชมหรือข้อเสนอแนะจากผู้อื่น เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาชิ้นงานหรือวิธีการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น   

    

www.stemedthailand.org

www.starfishlabz.com/app/บทเรียน/2-กระบวนการพัฒนาผู้เรียน

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

ศึกษานิเทศก์…นิเทศอย่างไรให้เสริมพลังโรงเรียน

ศึกษานิเทศก์…นิเทศอย่างไรให้เสริมพลังโรงเรียน

Starfish Academy
Starfish Academy

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา เวที TEP Learning ได้มีการพูดคุยในประเด็น “ศึกษานิเทศก์…นิเทศอย่างไรให้เสริมพลังโรงเรียน”  ซึ่งจัดขึ้นโดย Starfish Education และได้มีการเชิญตัวแทนศึกษานิเทศก์ (ศน.) คุณครู ผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึ ...

311 views 11.11.20
ศึกษานิเทศก์…นิเทศอย่างไรให้เสริมพลังโรงเรียน
เปลี่ยนห้องเรียนให้สนุกยิ่งขึ้นผ่าน ‘gamification’

เปลี่ยนห้องเรียนให้สนุกยิ่งขึ้นผ่าน ‘gamification’

Starfish Academy
Starfish Academy

ถ้าให้เลือกใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงอ่านหนังสือ หรือ เล่นเกม เชื่อว่าเด็กหลายคนคงใช้ตัวเลือกแบบที่สองโดยไม่ต้องลังเล เพราะผู้สร้างเกมตั้งใจออกแบบมาให้ผู้คนใช้เวลาเล่นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบื้องหลังความสนุก ดึงดูดเด็ก ๆ นี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับศาสตร์อื่น ๆ ไม่ว่าจ ...

741 views 10.11.20
เปลี่ยนห้องเรียนให้สนุกยิ่งขึ้นผ่าน ‘gamification’
"เทคนิคพ่อแม่ในการค้นหาสมรรถนะของลูก" ตอนที่ 3 โดย Starfish Education

"เทคนิคพ่อแม่ในการค้นหาสมรรถนะของลูก" ตอนที่ 3 โดย Starfish Education

Starfish Academy
Starfish Academy

บทบาทของคุณพ่อคุณแม่...ผู้เชื่อมโยงการเรียนรู้จากโรงเรียนสู่โลกของความเป็นจริงการเชื่อมโยงจากโรงเรียนไปถึงพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากโรงเรียนเซ็ตระบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่ดี มีมาตรฐานการเรียนการสอน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเข้าไปสังเกตว่าเขาเรี ...

452 views 11.11.20
"เทคนิคพ่อแม่ในการค้นหาสมรรถนะของลูก" ตอนที่ 3 โดย Starfish Education