ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน

เมื่อบุตรหลานขึ้นชั้นเรียนระดับประถมไปแล้ว เราจะพบว่ามีรายงานจากครูประจำชั้นถึงพฤติกรรมของบุตรหลาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเรียน ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเขียน การคำนวณ หรือแม้แต่พฤติกรรมในชั้นเรียนก็ตาม ปัญหาที่พบ เช่น เด็กไม่สามารถเรียนได้ทันเพื่อนในระดับชั้นเดียวกัน อ่าน คำ วลี หรือประโยคสั้น ๆ ไม่ได้หรือได้แต่ไม่ถูกต้อง เขียนคำพื้นฐานในบทเรียนไม่ได้ บวกเลขที่มีการทดไม่ได้ ลบเลขที่มีการยืมไม่ได้ เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่บุตรหลานของเราก็มีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน พูดจาฉะฉาน กลับมาบ้านสามารถเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนได้ หรือในบางกรณีคุณครูแจ้งว่า เด็กก้าวร้าว ไม่อยู่นิ่ง ไม่สามารถทนรออะไรได้ ต้องลุกเดินไปมา วิ่ง เหม่อลอย แกล้งเพื่อนบ่อยครั้ง งานไม่เรียบร้อย งานไม่เสร็จตามเวลา ลืมง่าย หงุดหงิดง่าย เป็นต้น ไม่ว่าจะด้วยพฤติกรรมการเรียน หรือพฤติกรรมในชั้นเรียนก็ตาม ต่างก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองเกิดความกังวลทั้งสิ้น และส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะรีบปฏิเสธถึงพฤติกรรมเหล่านั้น ไม่เชื่อ และไม่พร้อมจะรับฟังในทันที

ผมจึงอยากจะแนะนำให้ผู้ปกครองทุกท่าน ลองหยุดคิด และใจเย็น ๆ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้รับจากคุณครูอาจจะฟังแล้วทำให้เรารู้สึกแย่ แต่ต้องรับฟัง เนื่องจากคุณครูอยู่กับเด็กเป็นเวลาหลายชั่วโมง และเด็กมีเพื่อนในวัยเดียวกันในชั้นเรียน ทำให้คุณครูมองเห็นความแตกต่างของบุตรหลานได้ง่ายขึ้น โดยผู้ปกครองอาจจะใช้วิธีที่ผมแนะนำ ดังนี้ 

1. เปิดใจรับฟัง เมื่อได้รับข้อมูลจากคุณครู ไม่ว่าจะติดต่อผ่านทางช่องทางใดก็ตาม ขอให้ผู้ปกครองหยุดรับฟัง และเก็บข้อมูลที่คุณครูให้นั้นกลับมาพิจารณา ในขั้นนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อทุกอย่างที่คุณครูแจ้ง เราสามารถค้านได้ แต่ขอให้เก็บความค้านนั้นไว้ในใจก่อน และรับข้อมูลจากคุณครูให้มากที่สุด ผู้ปกครองสามารถสอบถามพฤติกรรมต่าง ๆ เพิ่มเติมจากคุณครูได้

2. สังเกตพฤติกรรมเพิ่มเติม เมื่อได้รับข้อมูลต่าง ๆ จากคุณครูแล้วให้สังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานว่ามีพฤติกรรมที่แสดงออกตรงกับที่คุณครูแจ้งหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องพฤติกรรมการเรียน ผู้ปกครองสามารถนำชิ้นงาน หรือแบบฝึกหัดของบุตรหลานมาพิจารณาประกอบได้ หรือสามารถทดสอบเบื่องต้นง่าย ๆ ได้ เช่น ใช้หนังสือแบบเรียนของเด็กมาให้เด็กอ่านให้ฟัง หรือเขียนคำตามคำบอกลงในกระดาษ เป็นต้น

3. ทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ เมื่อสังเกตพฤติกรรมเพิ่มเติมแล้วพบว่าบุตรหลานไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว เหมือนที่คุณครูแจ้ง ควรติดต่อประสานงานกับคุณครูและให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อให้คุณครูตรวจสอบและสังเกตพฤติกรรมต่อไป เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าพฤติกรรมที่บุตรหลานแสดงออกมานั้นเกิดจากปัจจัยกระตุ้นอื่น จะได้หาแนวทางช่วยเหลือเด็กต่อไป แต่ถ้าผู้ปกครองสังเกตเพิ่มเติมแล้วพบว่ามีพฤติกรรมเช่นเดียวกับที่คุณครูแจ้ง ควรให้ข้อมูลย้อนกลับกับคุณครู และพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ตรวจสอบพฤติกรรมเสี่ยงนั้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจน เชื่อถือได้ รวมทั้งเป็นการยืนยันข้อมูลจากอีกฝ่ายหนึ่ง

4. ตัดสินใจและเปิดใจยอมรับ เมื่อได้ข้อมูลทุกส่วนทั้งข้อมูลทางโรงเรียน ข้อมูลทางบ้าน และข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญแล้ว ทั้งสามส่วนยืนยันพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดขึ้นตรงกัน ผู้ปกครองควรตัดสินใจยอมรับในพฤติกรรมที่เกิดขึ้นว่าส่งผลต่อการเรียนของบุตรหลานโดยตรง

5. หาแนวทางช่วยเหลือทางการศึกษาร่วมกับครูและนักสหวิชาชีพ มาถึงขั้นตอนนี้ผู้ปกครองควรเปิดใจยอมรับ และมองหาแนวทางในการช่วยเหลือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของพฤติกรรมว่าควรได้รับการช่วยเหลือในระดับใดบ้าง และควรมีบุคคลใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับแนวทางการช่วยเหลือนี้ สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือบุตรหลานให้เห็นผลพัฒนาที่ดีขึ้น ทุกฝ่ายต้องเห็นไปทางเดียวกัน ยอมรับในวิธีทางที่จะช่วยเหลือร่วมกัน ในส่วนของแนวทางการช่วยเหลือนี้ผมจะขอกล่าวในบทความถัดไปครับ

กล่าวโดยสรุป เมื่อผู้ปกครองได้รับข้อมูลพฤติกรรมต่าง ๆ ของบุตรหลานจากโรงเรียนขอให้รับฟังข้อมูลเหล่านั้น นำมาสังเกตบุตรหลานเพิ่มเติม หาข้อมูลเพิ่มเติม และหาแนวทางช่วยเหลือร่วมกัน เพราะถ้าพบว่าเด็กมีความต้องการพิเศษจริงและปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การช่วยเหลือในระยะยาวยากยิ่งขึ้น ส่งผลทำให้เด็กคุ้นชินกับสภาพที่ตัวเองกำลังเผชิญ มองว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่ยอมปรับพฤติกรรมในที่สุด อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและมองเห็นไปทางทิศทางเดียวกัน

สำหรับบทความนี้ เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม และพร้อมที่จะถ่ายทอดให้เป็นแนวทางแก่ท่านผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านที่ได้เข้ามาอ่าน บทความนี้อาจช่วยให้ท่านเข้าใจบุตรหลาน เข้าใจโรงเรียน และเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้นนะครับ

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

6 วิธีดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษเบื้องต้น

6 วิธีดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษเบื้องต้น

วสันต์ วรรณรัตน์
วสันต์ วรรณรัตน์

ความต้องการพิเศษมีหลายลักษณะ จึงทำให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษในแต่ละคนมีบุคลิก ลักษณะ การแสดงออกที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพความต้องการพิเศษ และความรุนแรงของภาวะนั้น ๆ เช่น เด็กออทิสติก บางคนมีการหลีกหนีสังคม ไม่สามารถเล่นกับเพื่อนได้ เด็กส ...

54 views 03.08.21
6 วิธีดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษเบื้องต้น
ชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสีย ทำบ้านเรียนให้เด็กพิเศษ

ชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสีย ทำบ้านเรียนให้เด็กพิเศษ

Starfish Academy
Starfish Academy

โฮมสคูล คือ การศึกษาทางเลือก ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคน เข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน บ่อยครั้งโฮมสคูล จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพราะพ่อแม่สามารถจัดการศึกษาให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับความของเด็กๆ ได้ สำหรับคุณพ่ ...

233 views 26.06.21
ชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสีย ทำบ้านเรียนให้เด็กพิเศษ
ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน

วสันต์ วรรณรัตน์
วสันต์ วรรณรัตน์

จากคราวที่แล้วผมได้แนะนำผู้ปกครองให้สังเกตบุตรหลานหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากโรงเรียน ดังนี้ 1) เปิดใจรับฟัง 2) สังเกตพฤติกรรมเพิ่มเติม 3) ทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 4) ตัดสินใจและเปิดใจยอมรับ และ 5) หาแนวทางช่วยเหลือทางการศึกษาร่วมกับครู และนักสหวิ ...

113417 views 12.07.21
ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวัยเรียน : ร่วมด้วยช่วยกัน