ปัจจุบัน สังคมไทยก้าวสู่อีกระดับของความเสมอภาคทางเพศ นับตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียม เริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ในทางปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายในการสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคอย่างแท้จริง ผลสำรวจเยาวชนอายุ 15–25 ปี จำนวน 13,201 คนทั่วประเทศ โดยโครงการคิด for คิดส์ เมื่อเดือนมีนาคม 2025 พบว่าเยาวชนไทยร้อยละ 32.9 ระบุว่าตนเองเป็น LGBTQ+ ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนของกลุ่มหญิงแท้ (ร้อยละ 30.4) และกลุ่มชายแท้ (ร้อยละ 36.7) สะท้อนว่าเยาวชนกลุ่มความหลากหลายทางเพศไม่ใช่ “ชนกลุ่มน้อย” ในสังคมไทยอีกต่อไป อย่างไรก็ตามกลุ่มความหลากหลายทางเพศยังคงเผชิญกับการคุกคาม การเลือกปฏิบัติ และความท้าทายต่อคุณภาพชีวิตบนฐานอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ในพื้นที่บ้านและครอบครัว บ้านจึงอาจไม่ใช่ ‘เซฟโซน’ สำหรับพวกเขาเสมอไป ขณะที่อัตราการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการคุกคามทางเพศกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่อพิจารณาในมิติสุขภาพจิต เยาวชนกลุ่มความหลากหลายทางเพศกว่าร้อยละ 50.7 ประสบภาวะเครียดในระดับมากถึงมากที่สุด และยังรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อคุณค่าและความเชื่อมั่นในตนเอง (วรดร เลิศรัตน์, 2025) ปัญหาสุขภาพจิตจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสำเร็จทั้งด้านการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนจากสังคมอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเสริมสร้างความเข้าใจ เปิดกว้าง ยอมรับ เคารพสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายทางเพศ ทั้งในหมู่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งร่วมสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนความเสมอภาคทางเพศและสุขภาวะทางใจที่แข็งแรงรอบด้าน โดยหัวใจสำคัญคือการรับฟังและคำนึงถึงความเปราะบางและความต้องการเฉพาะของกลุ่มความหลากหลายทางเพศในสังคม
ปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) กลุ่มความหลากหลายทางเพศในสถานศึกษา ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ Frontiers in Psychiatry (2024) ซึ่งระบุว่าการกลั่นแกล้งไม่ว่าจะในรูปแบบทางกาย วาจา หรือสังคม ล้วนส่งผลกระทบรุนแรงต่อเยาวชนกลุ่มความหลากหลายทางเพศ จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือความคิดทำร้ายตนเอง และยังพบว่าบุคลากรในสถานศึกษาบางส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าว (Frontiers in Psychiatry, 2024) ความคิดทำร้ายตนเองของเยาวชนกลุ่มนี้มักมีต้นตอจากการถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม การถูกตีตราทางสังคม รวมถึงกฎระเบียบของโรงเรียนที่สร้างแรงกดดันจนกลายเป็นบาดแผลทางใจ ผลกระทบเหล่านี้ยังสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ลดลง การขาดเรียน และอัตราการออกกลางคันที่สูงขึ้นด้วย ยืนยันได้จากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาโดย GLSEN (2021) ที่ระบุว่า สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ไม่ปลอดภัยต่อความหลากหลายทางเพศมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับสุขภาวะทางจิตและความสามารถทางการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวยังสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เชิงบวกต่อการดำเนินชีวิตของกลุ่มความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกัน ซึ่งงานวิจัยจาก National Library of Medicine (2025) ระบุว่ากระบวนการค้นพบตนเอง การรักษาใจ และระบบสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยนำทางไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกได้ (Self-Discovery, Healing from Depression, and the Need for Support) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Montha et al. (2025) ที่พบว่าความสัมพันธ์เชิงสนับสนุนเป็นปัจจัยป้องกัน (protective factor) ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตจากการถูกบูลลี่ในโรงเรียน ช่วยลดความโดดเดี่ยวและเสริมสร้างความนับถือตนเองแม้เผชิญกับความเครียด
นอกจากนี้ ยังพบผลการวิจัยที่สะท้อนการเติบโตหลังบาดแผล (Past-Traumatic Growth) จากการถูกบูลลี่ในวัยเรียน โดยการรับรู้ว่าตนถูกกลั่นแกล้งเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงการเปิดเผยตนเอง (outness) และได้รับการสนับสนุนทางสังคมนั้น จะนำไปสู่การเติบโตหลังบาดแผล (PTG) ในระดับที่สูงกว่า (Ratcliff et al., 2022) ดังตัวอย่างของ Lady Gaga (Stefani Joanne Angelina Germanotta) ซึ่งเคยถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงตั้งแต่อายุ 14 ปี เธอถูกล้อเลียนรูปลักษณ์และพฤติกรรมที่ “แปลกแตกต่าง” ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง แต่เธอใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์ผลงานด้านดนตรี จนกลายเป็นศิลปินระดับโลก ทั้งยังเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิกลุ่มความหลากหลายทางเพศผ่านมูลนิธิ Born This Way Foundation (Goodman, 2011) รวมถึง Tim Cook CEO ของ Apple Inc. ซึ่งเปิดเผยว่าตนเองเป็น LGBTQ+ ได้สะท้อนประสบการณ์วัยเด็กถึงการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีการเลือกปฏิบัติและถูกสังคมกดดันอย่างหนัก ทำให้เขาต้องพัฒนาตนเองและเปิดรับมุมมองที่กว้างขึ้น จนทำให้เขาประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรระดับโลก (Cook, 2014)
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศจึงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบการศึกษา ภาคการศึกษาจำเป็นต้องจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้เกี่ยวข้องถึงสิทธิที่พึงได้รับการรับรองตามกฎหมาย ควบคู่กับการสร้างพลังทางสังคมเชิงบวก และจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศ เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงออกถึงความสามารถและตัวตนได้อย่างอิสระในระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม แม้ปัจจุบันสังคมจะมีความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่ในบริบทประเทศไทยกลับพบว่า ยังขาดการพัฒนานโยบายโรงเรียนปลอดภัยอย่างทั่วถึง สถาบันการศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะ ผู้ส่งเสริม “ระบบนิเวศการเรียนรู้” (Learning ecosystem) ที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสถานศึกษาให้เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
ในอีกมิติหนึ่งของการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม สะท้อนความก้าวหน้าของสังคมไทยที่เคารพความหลากหลายทางเพศ และเป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญในการรับรองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของบุคคลทุกเพศอย่างเท่าเทียมกัน แต่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ หากขาดการขับเคลื่อนในระดับวัฒนธรรมผ่านการสร้างความเข้าใจและการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คน โดยเฉพาะในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วยความสำคัญดังกล่าวสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จึงร่วมกับคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร จันทรสุข และคณะวิจัย จัดทำ ‘คู่มือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายสมรสเท่าเทียมแก่ผู้เกี่ยวข้องในระบบการศึกษา’ เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการสร้างความเข้าใจเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง ในการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัย เท่าเทียม และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน รวมทั้งเร่งผลักดันการนำกฎหมายสมรสเท่าเทียมสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2568)
คู่มือฉบับนี้นำเสนอสาระสำคัญที่เชื่อมโยงกันในหลายมิติ เริ่มจาก ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งอธิบายเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น ต่อด้วย ความท้าทายในการสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ ทั้งการกลั่นแกล้งและอคติต่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศ รวมถึง แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้มีบทบาทในสถานศึกษา ทั้ง ผู้บริหารสถานศึกษา มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเคารพความหลากหลายทางเพศผ่านการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางการศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ ให้คำปรึกษา ป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่เกิดจากอคติและการเลือกปฏิบัติ พร้อมกับการสร้างห้องเรียนที่เปิดกว้างและปลอดภัย โดยบูรณาการความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศเข้าไปในบทเรียน นักเรียน จำเป็นต้องตระหนักรู้และเคารพว่าความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องปกติของสังคม ทุกคนควรได้รับการเคารพและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม สำหรับ ผู้ปกครอง มีบทบาทในการสร้างความเข้าใจและยอมรับความหลากหลายของบุตรหลาน ทั้งในแง่วิธีการสื่อสารอย่างเหมาะสม การเคารพในตัวตนของบุตรหลาน การสนับสนุนการแสดงออกตามอัตลักษณ์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยภายในครอบครัว นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อตอกย้ำว่าความเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย สถานศึกษาควรทำงานร่วมกับองค์กรภายนอกในการจัดกิจกรรมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชุมชนโดยรอบเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมที่เคารพความแตกต่างอย่างยั่งยืน ประกอบกับข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาและพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาให้เอื้อต่อการนำพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมสู่การปฏิบัติ สำหรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2569) สามารถสรุปได้ใน 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- ประเด็นที่ 1 บทบาทหน้าที่ของการศึกษาไทยในอนาคตภายหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ ภาคการศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสร้างความเท่าเทียมและลดอคติในสังคม รวมถึงขับเคลื่อนและสื่อสารสาธารณะเพื่อสนับสนุนกลุ่มความหลากหลายทางเพศให้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
- ประเด็นที่ 2 หลักสูตร กฎระเบียบ ค่านิยม และทัศนคติของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ในยุคที่สังคมมีความหลากหลาย ต้องบูรณาการแนวคิดเรื่อง ‘ความลื่นไหลและความหลากหลายทางเพศ (SOGIESC)’ โดยไม่แบ่งแยกบทบาทระหว่างเพศ พร้อมปฏิรูปกฎระเบียบและระบบสนับสนุนให้เอื้อต่อการปฏิบัติจริง ขณะที่ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ครูต้องมีมุมมองที่โอบรับความหลากหลาย และนักเรียนต้องได้รับการปลูกฝังค่านิยมเรื่องการเคารพสิทธิ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการยอมรับความแตกต่างในสังคม
- ประเด็นที่ 3 การสร้างพื้นที่นิเวศการเรียนรู้และบรรยากาศการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับในสังคม เน้นสร้างบรรยากาศทั้งภายในและโดยรอบสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ที่ทุกคนรู้สึกถึงความเท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เปิดพื้นที่ให้ทุกคนสื่อสารและสะท้อนคิด (Reflection) ได้อย่างเปิดกว้าง มุ่งปลดล็อกมุมมองทางเพศด้วยการสร้างระบบนิเวศที่มองเห็นความเป็นมนุษย์เป็นอันดับแรก
ดังนั้น สถานศึกษาจึงไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้แค่ ‘องค์ความรู้’ เท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ถึง ‘คุณค่าของตนเอง’ จากการได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเองอย่างอิสระ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม เพราะท้ายที่สุดแล้วการศึกษาที่ดีที่สุดคือ ‘การศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และเป็นเครื่องยืนยันว่า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและการเคารพความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ นี่จึงเป็นคำตอบสุดท้ายของคำถามที่ว่า ถ้าการศึกษาเห็นเพศเป็นกลางและหลากหลาย บทบาทของระบบการศึกษาไทยหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ควรเป็นอย่างไร ?
แหล่งอ้างอิง
- Cook, T. (2014, October 30). The 2021 Tim Cook Speaks Up. Bloomberg Businessweek. www.bloomberg.com/news/articles/2014-10-30/tim-cook-speaks-up
- Frontiers in Psychiatry. (2024, Oct). Bullying of LGBTQ+ children and adolescents in schools: understanding the phenomenon, consequences, and international standards with a focus on the polish context. DOAJ Open Global Trusted. doaj.org/article/83ac03c65c8449dc9970f80a8ce4317c
- Goodman, L. (2011, September 16). Lady Gaga on being bullied: “I was called a slut”. The Guardian. www.theguardian.com/music/2011/sep/16/lady-gaga-bullied-called-slut
- GLSEN. (2021). The 2021 National School Climate Survey: The Experiences of LGBTQ+ Youth in Our Nation’s Schools. files.eric.ed.gov/fulltext/ED625378.pdf
- Montha et al. (2025). Prevalence and Factors Predicting Depression among LGBTQ+ Adolescents in Southern Thailand:
- A Cross-Sectional Study. file:///C:/Users/User/Downloads/06+Prevalence+and+Factors+Predicting_3+(1)%20(2).pdf
- National Library of Medicine. (2025). The Lived Experience of Thai LGBTQ+ Adolescents—Self-Discovery, Healing from Depression, and the Need for Support: A Phenomenological Study. pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12732886/
- Ratcliff et al. (2022). Factors Promoting Posttraumatic Growth in Sexual Minority Adults Following Adolescent Bullying Experiences. journals.sagepub.com/doi/10.1177/0886260520961867?__cf_chl_f_tk=cZrZlgedhcUUsW3fzI8b11puQEORDFOv4bD9oWxsaHQ-1782968197-1.0.1.1-J9DzkUMMbEKhL1.0OOgELjL.0jDwXC77v0eD6Ng5jKE
- วรดร เลิศรัตน์. (2025). ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’: เมื่อสังคมไทยยังไม่ใช่เซฟโซนของเยาวชน LGBTQ+ – อ่านผลสำรวจเยาวชน คิด for คิดส์ 2025. The 101.World. www.the101.world/lgbtq-youth-situtation-2025/
- สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2568). คู่มือ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายสมรสเท่าเทียมแก่ผู้เกี่ยวข้องในระบบการศึกษา. www.onec.go.th/th.php/book/BookView/2153
- สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2569). รายงานการศึกษาและพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาให้เอื้อต่อการนำพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมสู่การปฏิบัติ (สำหรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ). www.onec.go.th/th.php/book/BookView/2192
แหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม