เช้าตรู่ของวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเมืองเจเนรัล ซานโตส ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ มีสาเหตุจากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกทะเลฟิลิปปินส์ดิ่งลึกลงใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย แรงสั่นสะเทือนยาวนานกว่า 70 วินาทีนี้ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนพังทลาย ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตกว่า 70 ราย และบาดเจ็บอีกนับพันคน ความน่ากลัวทวีคูณเมื่อเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน ทั้งคลื่นยักษ์สึนามิสูงกว่า 2.5 เมตรพัดถล่มชายฝั่ง แผ่นดินชายฝั่งยกตัวขึ้นจนแนวปะการังโผล่พ้นน้ำ และเกิดดินถล่มทับถมหมู่บ้านอย่างราบคาบ ท่ามกลางอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมาหลอกหลอนอีกหลายพันครั้ง
คิดย้อนเปรียบเทียบในประเทศไทย หากเกิดในประเทศเราจะเป็นอย่างไร
แม้ครั้งนี้ประเทศไทยจะปลอดภัยด้วยชัยภูมิที่ห่างไกลและมีเกราะกำบังธรรมชาติช่วยบล็อกคลื่นสึนามิไว้ แต่หากพลิกผันมาเกิดเหตุขนาด 7.8 ใกล้บ้านเรา ผลลัพธ์จะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง หากเกิดขึ้นในฝั่งทะเลอันดามัน ชายฝั่งภาคใต้ของไทยจะเผชิญสึนามิขนาดใหญ่ภายในไม่กี่นาที ซึ่งจะทำลายล้างเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตหรือพังงาให้พังพินาศยิ่งกว่าปี 2547 หรือหากแรงสั่นสะเทือนแผ่เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ชั้นดินเหนียวอ่อนของเมืองหลวงจะขยายสัญญาณคลื่นให้แรงขึ้น ส่งผลให้อาคารสูงที่ไม่ได้มาตรฐานหรือตึกเก่าเกิดการร้าว ทรุดตัว หรือถล่มลงมาได้อย่างง่ายดาย
ไม่ได้เกิด ไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิด เราควรเตรียมตัวอย่างไร
ประวัติศาสตร์สอนเราว่าภัยธรรมชาติไม่มีคำว่าแน่นอน และการที่ยังไม่เกิดไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะไม่มีใครรู้ว่ารอยเลื่อนที่มีพลังในไทยจะตื่นขึ้นมาเมื่อใด เราจึงต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เป็นสัญชาตญาณ โดยจดจำหลักการหมอบ ป้อง เกาะ มุดใต้โต๊ะที่แข็งแรงเมื่อรู้สึกสั่นสะเทือน จัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินประจำบ้านที่พร้อมหยิบวิ่งได้ในห้านาที และหากอยู่ใกล้ชายฝั่งแล้วพบระดับน้ำลดผิดปกติหรือรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ต้องตั้งสติแล้วรีบวิ่งขึ้นที่สูงทันทีโดยไม่ต้องรอเสียงเตือนภัย รวมถึงเรียนรู้ที่จะเช็กพิกัดจุดเกิดเหตุอย่างมีสติไม่ตื่นตระหนกไปกับตัวเลขความรุนแรงเพียงอย่างเดียว
จากภัยพิบัติสู่ห้องเรียน
แผ่นดินไหวไม่ได้ทำลายแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำลายอนาคตของเด็ก ๆ ผ่านระบบการศึกษา ทั้งจากอาคารเรียนที่พังทลายจนเกิดภาวะการเรียนรู้หยุดชะงัก ขาดแคลนระบบสื่อสาร และเกิดบาดแผลทางจิตใจรุนแรง วิกฤตนี้จึงเร่งให้เกิดเทรนด์การปรับตัวสู่ระบบการศึกษาที่ล้มแล้วลุกให้ไว ซึ่งหากเราเข้ามาศึกษาเรื่องนี้ในห้องปฏิบัติการวิศวกรรมแผ่นดินไหว จะพบว่าวิศวกรได้คิดค้นนวัตกรรมรับมือไว้ เช่น โต๊ะสั่นสะเทือนจำลองเพื่อทดสอบโครงสร้างอาคาร และระบบฐานรองแยกแผ่นดินไหวที่ทำหน้าที่เหมือนโช้กอัพลดแรงกระแทกใต้ตึก ในยุคที่โลกต้องเผชิญ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ หรือน้ำท่วมฉับพลันจากภาวะโลกร้อน การศึกษาวิจัยนวัตกรรมเหล่านี้จึงเป็นศาสตร์สำคัญเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ
เราไม่สามารถหยุดโลกไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสั่นสะเทือนได้ แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อม สร้างบ้านเมืองให้แข็งแรง และพัฒนาความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างปลอดภัย เพราะเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสีย คือ “ความรู้” และ “การไม่ประมาท” ของเราเอง