เทคนิคปั้น Growth Mindset ในชั้นเรียน: เปลี่ยนความพยายามให้เป็นความสำเร็จ

เทคนิคปั้น Growth Mindset ในชั้นเรียน: เปลี่ยนความพยายามให้เป็นความสำเร็จ

การจัดการศึกษาในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและผันผวน การเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการหล่อหลอมทัศนคติและกรอบความคิดที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับนักการศึกษา ความเชื่อที่ว่าสติปัญญาและความสามารถไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายามและการเรียนรู้ ซึ่งแนวคิดนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโต การนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในห้องเรียนอย่างเป็นระบบจะช่วยเปลี่ยนมุมมองของนักเรียนที่มีต่อความล้มเหลว ให้กลายเป็นบันไดก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

Growth Mindset คืออะไร และทำไมถึงสำคัญในห้องเรียน

Growth Mindset คือกรอบความคิดที่เชื่อว่าความสามารถ ทักษะ และสติปัญญาของมนุษย์สามารถพัฒนาและขยายขีดจำกัดได้ผ่านความมุ่งมั่น ความพยายาม และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้ถูกพัฒนาและเผยแพร่ในวงกว้างโดย Dr. Carol Dweck นักจิตวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเป็นเวลาหลายสิบปีและพบว่าทัศนคติที่บุคคลมีต่อความสามารถของตนเองส่งผลโดยตรงต่อระดับความสำเร็จในชีวิต

ในบริบทของการจัดการศึกษาและการเรียนการสอน การปลูกฝังกรอบความคิดแบบเติบโตให้กับผู้เรียนตั้งแต่เยาว์วัยถือเป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริม พัฒนาการเด็ก ทั้งในด้านวิชาการ สังคม และอารมณ์ เมื่อนักเรียนมีกรอบความคิดแบบเติบโต พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ ไม่ย่อท้อหรือยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางกั้น และมองว่าความพยายามอย่างหนักคือเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่ความเชี่ยวชาญ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้ที่มี Fixed Mindset หรือกรอบความคิดแบบยึดติด ซึ่งมักจะเชื่อว่าความสามารถเป็นพรสวรรค์ที่ถูกกำหนดมาแล้วและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มักจะหลีกเลี่ยงงานที่ยากเพราะกลัวความล้มเหลว กลัวที่จะดูไม่ฉลาดในสายตาผู้อื่น และมักจะล้มเลิกความตั้งใจอย่างรวดเร็วเมื่อพบกับความยากลำบาก

Fixed Mindset กับ Growth Mindset แตกต่างกันอย่างไร

การทำความเข้าใจความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างกรอบความคิดทั้งสองแบบ จะช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถสังเกตและออกแบบกลยุทธ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. มุมมองต่อความท้าทาย: ผู้ที่มี Fixed Mindset จะมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความท้าทายทุกรูปแบบเพราะกลัวว่าจะทำพลาดและเปิดเผยจุดอ่อนของตนเอง ในขณะที่ผู้ที่มี Growth Mindset จะอ้าแขนรับความท้าทายด้วยความเต็มใจ เพราะพวกเขามองว่านี่คือโอกาสทองในการเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถ
  2. มุมมองต่ออุปสรรค: ผู้ที่มี Fixed Mindset มักจะยอมแพ้และล้มเลิกความตั้งใจทันทีเมื่อพบอุปสรรค เพราะเชื่อว่าตนเองไม่มีความสามารถพอ แต่ผู้ที่มี Growth Mindset จะแสดงให้เห็นถึง การเรียนรู้จากอุปสรรค พวกเขาจะใช้ความพยายามมากขึ้นและหาทางออกใหม่ ๆ เพื่อก้าวข้ามปัญหานั้นไปให้ได้
  3. มุมมองต่อความพยายาม: ผู้ที่มี Fixed Mindset มองว่าความพยายามเป็นเรื่องของคนที่ไม่มีความสามารถ หรือคนที่ไม่เก่งเท่านั้นที่ต้องพยายาม แต่ผู้ที่มี Growth Mindset มองว่าความพยายามเป็นสิ่งจำเป็น เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพและพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ
  4. มุมมองต่อคำวิจารณ์: ผู้ที่มี Fixed Mindset จะรู้สึกถูกคุกคามหรือถูกโจมตีเมื่อได้รับคำวิจารณ์เชิงลบหรือข้อเสนอแนะ ในขณะที่ผู้ที่มี Growth Mindset จะเปิดรับ น้อมรับ และนำคำวิจารณ์เหล่านั้นไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น

3 เสาหลักในการสร้าง Growth Mindset ให้กับนักเรียน

เพื่อเปลี่ยนความพยายามเป็นความสำเร็จให้นักเรียน ครูผู้สอนสามารถบูรณาการ เทคนิคการสอน และกลยุทธ์ต่างๆ ลงใน แผนการสอน ในแต่ละรายวิชาได้อย่างแยบยล โดยอาศัย 3 เสาหลักสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมเชิงบวก ดังนี้

เสาหลักที่ 1: การสื่อสารเชิงบวก (The Power of Yet)

คำพูดของครูมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิดและกรอบความคิดของนักเรียน การใช้ การสื่อสารเชิงบวก ภายในห้องเรียนไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดให้กำลังใจทั่วไปเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่คือการเลือกใช้ภาษาและคำพูดที่เน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ การเติบโต และความก้าวหน้า หนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังและเรียบง่ายที่สุดคือแนวคิด "The Power of Yet" หรือการเติมคำว่า "ยัง" ลงไปในประโยคที่นักเรียนแสดงความท้อแท้

ตัวอย่างเช่น เมื่อนักเรียนพูดด้วยความหงุดหงิดว่า "ผมทำโจทย์คณิตศาสตร์ข้อนี้ไม่ได้เลย ผมโง่คณิตศาสตร์" ครูสามารถตอบกลับเพื่อปรับกรอบความคิดว่า "ตอนนี้หนูอาจจะ 'ยัง' ทำโจทย์ข้อนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเรามาลองหาวิธีการคำนวณแบบอื่น หรือค่อย ๆ แกะไปทีละขั้นตอน หนูจะต้องทำได้อย่างแน่นอน" การเพิ่มคำว่า "ยัง" เข้าไปในประโยค เป็นการปรับจูน จิตวิทยา ของเด็ก เปลี่ยนมุมมองจากความล้มเหลวที่ดูเหมือนจะสิ้นหวัง ให้กลายเป็นเพียงกระบวนการชั่วคราวที่อยู่ระหว่างการเรียนรู้ ซึ่งเทคนิคนี้ได้รับการวิจัยและยืนยันแล้วว่าสามารถช่วยลดความวิตกกังวล และเพิ่มแรงจูงใจในการพยายามต่อไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

เสาหลักที่ 2: การชมเชยที่กระบวนการ (Process Praise)

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเด็กทำผลงานออกมาได้ดี ผู้ใหญ่มักจะชื่นชมด้วยคำว่า "เก่งมากเลย" "หนูฉลาดที่สุด" หรือ "สมกับเป็นเด็กหัวกะทิ" ซึ่งเป็นการชมเชยที่มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์หรือคุณลักษณะความสามารถที่เชื่อว่าติดตัวมาตั้งแต่เกิด การชมเชยในลักษณะนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจเป็นการสร้างกรอบความคิดแบบยึดติดหรือ Fixed Mindset ให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อใดก็ตามที่เด็กเหล่านี้ทำพลาดหรือสอบได้คะแนนน้อย พวกเขาจะตีความทันทีว่าตนเองไม่ได้ "เก่ง" หรือไม่ได้ "ฉลาด" อีกต่อไป นำไปสู่ความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ

การสร้างและการบ่มเพาะกรอบความคิดแบบเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการชมเชยที่กระบวนการเป็นหลัก ซึ่งหมายถึงการชื่นชมในความพยายาม กลยุทธ์ วิธีการ สมาธิ ความอดทน และการปรับปรุงตนเองของนักเรียนระหว่างการทำงาน ตัวอย่างคำชมที่เหมาะสม เช่น "ครูชื่นชมความพยายามในการค้นคว้าข้อมูลเพื่อทำโครงงานนี้ แม้จะใช้เวลานานแต่หนูก็ไม่ยอมแพ้" หรือ "วิธีการที่หนูใช้ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาข้อนี้มีความคิดสร้างสรรค์มาก แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่ดี" การชมเชยในลักษณะนี้ทำให้นักเรียนตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากความฉลาดที่ซ่อนอยู่ แต่เกิดจากการกระทำ ความพยายาม และกลยุทธ์ที่พวกเขาสามารถควบคุมและพัฒนาได้ด้วยตนเอง

เสาหลักที่ 3: การใช้ความผิดพลาดเป็นฐานการเรียนรู้ (Failure-Based Learning)

ในระบบและวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ความผิดพลาดหรือความล้มเหลวมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เป็นเรื่องน่าอาย และหลายครั้งนำไปสู่การถูกลงโทษหรือตัดคะแนน แต่ในบรรยากาศของห้องเรียนที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริม Growth Mindset ความผิดพลาดจะถูกตีความใหม่ให้เป็นข้อมูลล้ำค่า เป็นเหมือนป้ายบอกทางที่นำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การนำแนวคิดการใช้ความผิดพลาดเป็นฐานการเรียนรู้มาใช้ จะกระตุ้นให้นักเรียนเกิด การสะท้อนคิดเพื่อเติบโต

ครูผู้สอนสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ในห้องเรียน โดยเริ่มต้นจากการเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น การกล้าที่จะยอมรับหรือแบ่งปันประสบการณ์ความผิดพลาดของตนเองในอดีตให้นักเรียนฟัง พร้อมบอกเล่าว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้ ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูดคุยและวิเคราะห์ความผิดพลาดของตนเองอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องกลัวการถูกเยาะเย้ยหรือลงโทษ การตั้งคำถามเชิงทบทวน เช่น "พวกเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากความผิดพลาดในครั้งนี้บ้าง?" หรือ "ถ้าเรามีโอกาสกลับไปทำกิจกรรมนี้อีกครั้ง เราจะปรับปรุงวิธีการหรือกลยุทธ์ของเราอย่างไรให้ดีขึ้น?" คำถามเหล่านี้จะช่วยฝึกฝนให้นักเรียนคุ้นเคยกับการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความล้มเหลว มองเป็นเพียงบททดสอบหนึ่ง และกล้าที่จะทดลองคิดนอกกรอบมากยิ่งขึ้น

แนวปฏิบัติสำหรับครูยุคดิจิทัลเพื่อสร้างเด็กที่รักความท้าทาย

ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทและสอดแทรกอยู่ในทุกมิติของการศึกษา ครูยุคดิจิทัลจึงมีโอกาสและเครื่องมือมากมายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนและขยายผลการสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลากหลายวิธีมากขึ้น

  1. การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง: ครูควรออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักใช้เทคโนโลยี แอปพลิเคชัน หรืออินเทอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล ทดลองตั้งสมมติฐาน และสร้างสรรค์ผลงาน โดยเน้นย้ำถึงกระบวนการค้นพบ ความยากลำบากในการคัดกรองข้อมูล และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  2. การสร้างแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล (Digital Portfolio) เพื่อสะท้อนพัฒนาการ: ให้นักเรียนเก็บบันทึกร่องรอยการเรียนรู้และผลงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานที่ทำออกมาได้ดีประสบความสำเร็จ และงานที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดหรือรอยแก้ เพื่อให้นักเรียนสามารถกลับมาทบทวนและมองเห็นกราฟการพัฒนาทักษะของตนเองเมื่อเวลาผ่านไป
  3. การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่กว้างขวางและไร้พรมแดน: แนะนำแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ แหล่งดาวน์โหลด สื่อการสอนฟรี รวมถึง สื่อการสอน รูปแบบต่าง ๆ ที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ เพื่อให้นักเรียนสามารถต่อยอดการเรียนรู้ ค้นคว้าเพิ่มเติม และฝึกฝนทักษะตามความสนใจและความถนัดของตนเอง

การเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องของครู: ครูผู้สอนที่จะสร้าง Growth Mindset ให้นักเรียนได้ ตัวครูเองก็ต้องมีกรอบความคิดแบบเติบโตเสียก่อน ครูควรแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ การเข้าร่วมอบรมสัมมนาเพื่อรับ เกียรติบัตร เพื่อยืนยันสมรรถนะ หรือการศึกษาหาความรู้นวัตกรรมการสอนใหม่ ๆ จากแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Starfish Labz ที่รวบรวมองค์ความรู้ดี ๆ ไว้มากมาย

สรุป

บทสรุปของการสร้าง Growth Mindset ในชั้นเรียนนั้น ไม่ใช่กระบวนการหรือการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดที่จะเกิดขึ้นได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ความอดทน และความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงของครูผู้สอนในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและวิธีการสื่อสาร การนำกลยุทธ์ทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่ การสื่อสารเชิงบวกผ่านเทคนิค The Power of Yet, การให้คุณค่าและการชมเชยที่กระบวนการ, และการเปิดโอกาสให้ใช้ความผิดพลาดเป็นฐานการเรียนรู้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยพลิกโฉมห้องเรียนธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่บ่มเพาะศักยภาพ ที่นักเรียนทุกคนกล้าที่จะคิด กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะล้มเหลว และมีพลังในการ ลุกขึ้นมาเรียนรู้ใหม่เสมอ ซึ่งทัศนคติเหล่านี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางจิตใจที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้าและเติบโตได้อย่างงดงามในโลกอนาคต

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Growth Mindset

Q1: เราสามารถเปลี่ยนผู้เรียนหรือคนรอบตัวที่มี Fixed Mindset ให้เปลี่ยนมามี Growth Mindset ได้จริงหรือ? ได้จริงอย่างแน่นอน กรอบความคิดไม่ใช่กรรมพันธุ์ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ วิทยาศาสตร์ทางสมองได้พิสูจน์แล้วว่า สมองของมนุษย์มีความยืดหยุ่นสูง (Neuroplasticity) ซึ่งหมายความว่าสมองสามารถสร้างจุดเชื่อมต่อประสาทและเส้นทางความคิดใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิตเมื่อได้รับการกระตุ้น ดังนั้นการฝึกฝนมุมมองใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยค่อย ๆ เปลี่ยนกรอบความคิดได้อย่างแน่นอน

Q2: การชื่นชมและให้กำลังใจนักเรียนด้วยคำว่า "เก่ง" เป็นเรื่องที่ผิดหรือไม่ และควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดหรือไม่? ไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรง แต่สิ่งสำคัญคือต้องใช้อย่างระมัดระวังและไม่พร่ำเพรื่อจนเกินไป การชมที่ตัวบุคคลหรือคุณลักษณะตายตัวอาจทำให้นักเรียนรู้สึกกดดันที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นคนเก่งเอาไว้ ทางที่ดีควรเน้นการชมเชยที่กระบวนการ ความพยายาม และวิธีการทำงานให้มากกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนยึดติดกับคำชมจนไม่กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน

Q3: พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทและส่วนช่วยในการร่วมสร้าง Growth Mindset นอกเหนือจากในห้องเรียนได้อย่างไรบ้าง? มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำงานร่วมกับครูและสอดคล้องกับแนวทางเดียวกัน โดยการเปลี่ยนมุมมองจากการให้ความสำคัญกับแค่ผลคะแนนสอบ มาเป็นการสังเกตและชื่นชมความพยายามในการทบทวนบทเรียน การเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับมือกับปัญหาในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือต้องหลีกเลี่ยงการนำลูกของตนเองไปเปรียบเทียบเชิงลบกับเด็กคนอื่นๆ

Q4: ในฐานะครูผู้สอน จะรู้และประเมินได้อย่างไรว่านักเรียนเริ่มมีการพัฒนาและมีกรอบความคิดแบบ Growth Mindset แล้ว? สังเกตได้จากพฤติกรรมเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากนักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมแพ้ เมื่อทำไม่ได้ในครั้งแรก เริ่มรู้จักที่จะยกมือขอคำแนะนำ กล้าที่จะถามคำถามเมื่อไม่เข้าใจโดยไม่กลัวอายเพื่อน และสามารถแสดงความยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความจริงใจแทนที่จะรู้สึกอิจฉา นั่นคือสัญญาณเชิงบวกของการมีกรอบความคิดแบบเติบโต


แหล่งอ้างอิง

  1. https://www.aksorn.com/growth-mindset-3

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

เครืองมือครู
2:00 ชั่วโมง

การจัดการเรียนรู้ทางไกล

บทบาทของครูในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางไกลในกับผู้เรียนด้วยบทเรียนแบบไมโครเลิร์นนิ่งและกิจกรรมแบบออนไลน์

Starfish Academy
Starfish Academy
การจัดการเรียนรู้ทางไกล
Starfish Academy

การจัดการเรียนรู้ทางไกล

Starfish Academy
เครืองมือครู
ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การบริหารจัดการตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

เตรียมพร้อมก่อนทำคลิปประเมินวิทยฐานะ EP.2 Active Learning

เรียนรู้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักการสอนที่มีประสิทธิภาพ 8 ข้อซึ่งจะใช้ในการประเมินคลิปการสอนของครูในการประเมิ ...

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
เตรียมพร้อมก่อนทำคลิปประเมินวิทยฐานะ EP.2 Active Learning
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

เตรียมพร้อมก่อนทำคลิปประเมินวิทยฐานะ EP.2 Active Learning

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
4.9 (62 ratings)
2954 ผู้เรียน
การเรียนแบบบูรณาการ
ด้านความร่วมมือการ ทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา
basic
2:00 ชั่วโมง

Science Project ทำโครงงานวิทยาศาสตร์โดยใช้กระดาษ 3 แผ่น

การใช้นวัตกรรมทำโครงงานวิทยาศาสตร์โดยใช้กระดาษ 3 แผ่น ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น พัฒนาสม ...

Starfish Academy
Starfish Academy
Science Project ทำโครงงานวิทยาศาสตร์โดยใช้กระดาษ 3 แผ่น
Starfish Academy

Science Project ทำโครงงานวิทยาศาสตร์โดยใช้กระดาษ 3 แผ่น

Starfish Academy
4.8 (61 ratings)
1134 ผู้เรียน
การเรียนแบบบูรณาการ
ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

สอนวิทยาศาสตร์ด้วย STEAM Design Process ต้องทำอย่างไร

การสอนวิทยาศาสตร์ด้วย STEAM Design Process ช่วยให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์ ช่วยพัฒนาสมรรถนะ และทักษะผู้เ ...

Starfish Academy
Starfish Academy
สอนวิทยาศาสตร์ด้วย  STEAM Design Process ต้องทำอย่างไร
Starfish Academy

สอนวิทยาศาสตร์ด้วย STEAM Design Process ต้องทำอย่างไร

Starfish Academy
4.8 (82 ratings)
1308 ผู้เรียน

Related Videos

พื้นที่แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21
04:37
Starfish Future Labz

พื้นที่แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21

Starfish Future Labz
21692 views • 4 ปีที่แล้ว
PA กับ DPA ต่างกันอย่างไร เข้าใจระบบวิทยฐานะใหม่แบบไม่หลงทาง
05:56
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

PA กับ DPA ต่างกันอย่างไร เข้าใจระบบวิทยฐานะใหม่แบบไม่หลงทาง

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
1641 views • 4 ปีที่แล้ว
6 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งไฟล์ดิจิทัลกับการขอมี หรือขอเลื่อนวิทยฐานะ
05:22
Starfish Academy

6 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งไฟล์ดิจิทัลกับการขอมี หรือขอเลื่อนวิทยฐานะ

Starfish Academy
1782 views • 4 ปีที่แล้ว
Starfish Country Home School Foundation [ENG]
03:43
Starfish Academy

Starfish Country Home School Foundation [ENG]

Starfish Academy
121 views • 4 ปีที่แล้ว