“การซิ่ว” ในแวดวงการศึกษา หมายถึงการที่นิสิตนักศึกษาลาออกจากคณะที่กำลังเรียนอยู่ เพื่อสอบเข้าใหม่ในคณะที่ต้องการ คนกลุ่มนี้เรียกว่า “เด็กซิ่ว” ปัจจุบันเรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับคนเพียงไม่กี่คน แต่กลายเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยถึงสถิติ TCAS67 ว่ามีจำนวนเด็กซิ่วสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึงจำนวนเด็กซิ่วที่อาจเพิ่มมากขึ้นแต่ละปี สาเหตุหนึ่งมาจากระบบครูแนะแนวในโรงเรียนที่ยังไม่ดีพอ จึงเตรียมพัฒนาระบบ ให้เด็กประเมินความถนัดของตนเองตั้งแต่ต้น และเชื่อมโยงกับการแนะแนวการเรียนต่ออย่างเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาการสมัครเรียนซ้ำ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดสอบ (thairath, 2566)
เหตุผลหลักที่ทำให้เด็กตัดสินใจซิ่วคือ ‘ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง’ คณะที่เลือกไว้ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ในการสอบใหม่ (SmartMathPro, 2566) แม้ว่าการซิ่วจะดูเหมือนเปิดโอกาสให้เด็กที่อยากเริ่มต้นใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ‘การค้นหาตัวเองของเด็ก’ มากพอ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาของไทย
ทำไมเด็กไทย ค้นหาตัวเองได้ยาก
เด็กส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำให้เลือกเรียนตามความชอบและความถนัดของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง โอกาสในการค้นหาตัวเองกลับมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย จึงเกิดคำถามที่ว่า “ทำไมระบบการศึกษาไทยจึงไม่สามารถทำให้เด็กค้นพบความชอบของตัวเองได้ ?” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบมุ่งเน้น ‘ผลลัพธ์’ มากกว่ากระบวนการ จึงเกิดแรงกดดันภายใต้ความเชื่อที่ว่า ‘ใครเตรียมสอบก่อน มักได้เปรียบ’ เด็กจึงต้องรีบตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตทั้งที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ต่างทุ่มเวลาไปกับการเรียนพิเศษและอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างหนัก จนละเลยกระบวนการสำคัญคือ การสังเกตและตั้งคำถามกับความชอบของตัวเอง แม้โรงเรียนจะมีวิชาแนะแนวไว้ให้เด็กสำรวจความชอบและความถนัด แต่วิชานี้กลับถูกลดความสำคัญกลายเป็นเพียง ‘คาบว่าง’ ที่หลายคนมองว่าไม่มีประโยชน์ (พี่แพม Dek-D, 2562)
ห้องเรียนที่เน้น ‘รับ’ มากกว่า ‘สร้าง’
การเรียนการสอนในโรงเรียนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบรับสารทางเดียว (Passive Learning/One-way Learning) (ข่าวสด Online, 2569) ครูทำหน้าที่ควบคุมและกำหนดทิศทางการเรียนรู้ เน้นการบรรยาย (Lecture-based) เป็นหลัก ส่วนเด็กมีหน้าที่รับฟัง จดจำ และนำความรู้ไปใช้สอบเท่านั้น บทบาทของเด็กจึงเป็นฝ่าย ‘รับ’ มากกว่า ‘สร้าง’ ความรู้ด้วยตนเอง ผลที่ตามมาคือเด็กขาดประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ขาดความสามารถในการประยุกต์ใช้และสร้างสรรค์ผลงาน (สุเนตร สืบค้า, 2559) ไม่คุ้นชินกับการตัดสินใจด้วยตัวเองมักทำตามคำสั่งหรือแนวทางจากผู้อื่นเป็นหลัก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง (อธิวัฒน์ อาษากิจ, 2569) ทั้งที่ประสบการณ์จากการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เด็กค้นหาตัวเองและรู้จักการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (จำลอง นามูลตรี, 2561) แต่ความย้อนแย้งคือ เมื่อเด็กเริ่มตั้งคำถามหรือแสดงความเห็น กลับมักถูกตำหนิหรือมองว่าไม่เชื่อฟัง (สุภาพรรณ ฤทธิยา และกมลชนก แก้วก่า, 2564) ทำให้เด็กกลัวการตัดสินใจและไม่กล้าตั้งคำถามเพราะขาดพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้
ไม่รู้จักตัวเอง หรือ ไม่มีพื้นที่มากพอ
แท้จริงแล้วปัญหาของเด็กไทยอาจไม่ใช่เพราะไม่รู้จักตัวเองดีพอ แต่เป็นเพราะถูกปิดกั้นทางความคิด ไม่มีพื้นที่ให้สำรวจและค้นหาตัวเองมากพอ ซ้ำยังมีค่านิยมของสังคมไทยที่มองว่ามีเพียงไม่กี่อาชีพเท่านั้นที่สร้างรายได้สูงและสร้างความมั่นคงในชีวิต เด็กจึงจำเป็นต้องเลือกเรียนในสิ่งที่ ‘มั่นคง’ มากกว่าสิ่งที่ชอบ เพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีงานทำ (สมานจิต ภิรมย์รื่น, 2557) ขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาก็พยายามปรับนโยบายให้เด็กพัฒนาทักษะชีวิตผ่านประสบการณ์ตรงมากกว่าเนื้อหาสาระทางวิชาการ เพราะเห็นว่า
‘ เด็กคิดไม่เป็น วิเคราะห์ไม่ได้ ขาดทักษะชีวิต’ จึงอยากให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เด็กค้นพบความถนัดและตัวตนได้ดีกว่าการเรียนแบบท่องจำ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560) แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และมีตลาดแรงงานที่เปิดกว้างพอจะรองรับความสามารถที่หลากหลายของเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งให้ความสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์ซิ่วที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่ “ปัญหา” ของระบบการศึกษาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกระบวนการค้นหาตัวตนของเด็กด้วย ทางแก้ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่แค่ปล่อยให้เด็กไปค้นหาความชอบของตัวเองเพียงลำพัง แต่ภาคการศึกษาต้องมีบทบาทในการเปิดโอกาส ชี้แนะแนวทาง และไม่ตีกรอบความคิดให้กับเด็ก เพื่อไม่ให้เด็กต้องฝืนเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ จนต้องออกไปสอบใหม่วนซ้ำแบบนี้เรื่อยไป ต่อไปนี้คือ 3 แนวทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการซิ่วของเด็กไทย
แนวทางที่ 1 ปรับระบบวัดผล ฟื้นคืนชีพวิชาแนะแนว
ระบบการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ เด็กจึงมุ่งทำคะแนนมากกว่าค้นหาตัวเอง จึงควรลดความสำคัญของตัวเลข (คะแนนหรือเกรด) ไม่เร่งให้ตัดสินใจเลือกอนาคตเร็วเกินไป และให้ความสำคัญกับการค้นหาความชอบและความถนัดของแต่ละคนมากขึ้น พร้อมกันนี้ภาคการศึกษาต้องผลักดันให้ “วิชาแนะแนว” กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้คิด ค้นคว้า และสำรวจความสนใจของตัวเองได้อย่างอิสระ เตรียมพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคต แนวทางนี้คล้ายกับโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ที่ภาครัฐ
ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวเองและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เพราะเชื่อว่าอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก จึงเกิดเป็นนโยบาย “Free Semester” (자유학기제) หรือ Free Semester Program (FSP) จุดเด่นของนโยบายคือ ยกเว้นการสอบกลางภาคและปลายภาคแบบเดิม แล้วแทนที่ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การสำรวจเส้นทางอาชีพ และกิจกรรมศิลปะ-กีฬา เพื่อลดความกดดันทางวิชาการและช่วยให้เด็กมีเวลาค้นพบความถนัดและความชอบของตนเอง (South Korea Education System, 2026) นโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองพึงพอใจน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในครอบครัวที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม อ้างอิงจากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Educational Development (2025) ได้ชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องพิจารณามุมมองของผู้ปกครองประกอบการออกแบบและการปฏิรูปการศึกษา (Hoyong Jung, 2025) นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทย หากจะปรับระบบการศึกษาในทิศทางนี้ ก็ควรสื่อสารและสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้ปกครองไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวและเกิดผลลัพธ์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง
แนวทางที่ 2 ปรับบทบาทครู สู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
แม้ระบบการศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบรับสารเพียงทางเดียว แต่หากครูเปลี่ยนบทบาทเป็น 'ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)’ ในการเรียนรู้ มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ใช้คำถามกระตุ้นการเรียนรู้ และให้คำแนะนำสะท้อนกลับ (Feedback) ก็จะช่วยให้เด็กฝึกคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองได้มากขึ้น ทั้งยังพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้นด้วย แนวทางนี้ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในประเทศสิงคโปร์ ด้วยนโยบาย “Teach Less, Learn More (TLLM)” มุ่งยกระดับคุณภาพ
การสอนของครูและเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก เน้นความคิดสร้างสรรค์และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Kelvin Tan, Charlene Tan and Jude Chua, 2008) ผ่านการเรียนรู้เชิงรุกในหลายรูปแบบ เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง (self-directed learning) การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และการประเมินตนเองแบบสร้างสรรค์ (formative and self-assessment) (francis tang, 2024) บนความเชื่อที่ว่าอนาคตของประเทศจะเดินไปในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของเด็กในวันนี้ (EduBright, 2564) สำหรับบริบทประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอาจต้องปรับคุณภาพการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการยกเลิกรูปแบบเดิมในทันที ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาศักยภาพครูอย่างจริงจังเพื่อลดช่องว่างในการนำไปปฏิบัติจริง
แนวทางที่ 3 ปรับระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ
หากภาครัฐปรับระบบ - เปิดหลักสูตรที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับสาขาอาชีพใหม่ ๆที่เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน จะช่วยให้เด็กได้ใช้ความชอบและศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองที่ขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย (Policy Watch, 2568) ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาก่อนจะมีโอกาสได้ค้นหาตัวตน (the101.World, 2024) หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนที่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา
รวมถึงคุณภาพการศึกษาพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ล้วนเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทยทั้งสิ้น
การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพตามความถนัดและศักยภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างกำลังแรงงานรุ่นใหม่มาพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ภาครัฐจึงควรส่งเสริมความชอบและความถนัดที่แตกต่างกันของเด็กอย่างเท่าเทียม ดังตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เปิดสอนหลักสูตรการ์ตูนญี่ปุ่น หรือมังงะ (Manga) และหลักสูตรภาพเคลื่อนไหว (Animation) (Sanook, 2554) ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์หลักของประเทศ หลักสูตรเหล่านี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้เด็กที่สนใจการ์ตูนญี่ปุ่นได้เรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ยังช่วยพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตอบสนองอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการตลาดรูปแบบใหม่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและทำให้เด็กที่มีความถนัดเฉพาะด้านมีเส้นทางการศึกษาที่จับต้องได้จริง โดยไม่ต้องฝืนเรียนในสายวิชาการทั่วไปที่ไม่ตรงกับศักยภาพของตนเองอย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ “เด็กซิ่ว” ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กที่เลือกผิด แต่กำลังสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ค้นหาตัวเองมากพอ ทั้งจากวิชาแนะแนวที่ถูกลดความสำคัญ ห้องเรียนที่เน้นรับมากกว่าคิด และค่านิยมสังคมที่จำกัดทางเลือกอาชีพให้แคบลง ทางออกจึงไม่ใช่การผลักภาระให้เด็กค้นหาตัวเองเพียงลำพัง แต่ภาคการศึกษาต้องร่วมเปลี่ยน ปรับระบบวัดผล บทบาทครู และลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เดินในเส้นทางที่ใช่ตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องย้อนกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
ผู้เขียน
นางสาวกรกมล จึงสำราญ นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
นางสาวภควดี เกิดบัณฑิต นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
นางสาวฮูดาร์ อับดุลลาเต๊ะ นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการและศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)
อ้างอิง :
Francis Tang. (2024). Teach Less, Learn More (TLLM). medium.com/@francis_tang/teach-less-learn-more-tllm-0b1f3bffc889
Hoyong Jung. (2025). Freed students, unsatisfied parents: Evidence from the Free Semester Program in South Korea. www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0738059325000641
Kelvin Tan, Charlene Tan and Jude Chua. (2008). Innovation in Education: The 'Teach Less, Learn More' Initiative in Singapore Schools. https://shorturl.asia/xB09D
South Korea Education System. (2026). South Korea Education System: Structure, Quality, and Performance. educationbycountry.org/country/south-korea/
EduBright. (2564). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach less, Learn more. EduBright Resources. https://edubrights.com/resource/2021/02/08/teach-less-learn-more/
Policy Watch. (2568). ชำแหละการศึกษาไทย: “การเมือง”ฉุดปฏิรูป ทำอันดับรั้งท้ายโลก. policywatch.thaipbs.or.th/article/education-21
Sanook. (2554). มหาวิทยาลัยเกียวโตเซกะ เด่นหลักสูตรการ์ตูนญี่ปุ่น. www.sanook.com/campus/931513/
SmartMathPro. (2566). เด็กซิ่ว คืออะไร? ถ้าอยากเริ่มซิ่วจะต้องทำยังไง?. https://www.smartmathpro.com/article/howtofossil/
The101.World. (2024). ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาไทย. www.the101.world/opposite-polar-of-school-dropout/
ข่าวสด Online. (2569). “ปฏิวัติห้องเรียนไทย” สพฐ. ขับเคลื่อน กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ.www.khaosod.co.th/monitor-news/news_10159190
จำลอง มานูลตรี. (2561). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช]. https://ir.stou.ac.th/bitstream/123456789/1642/1/fulltext_160547.pdf
พี่แพม Dek-D. (2562). เปิดห้องแนะแนว! วิชาไม่น่าสนใจหรือเด็กไทยละเลย. Dek-D. https://www.dek-d.com/teentrends/52206/
สมาคมที่ประชุมอธการบดีแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). สถิติการสอบ. mytcas.com. https://www.mytcas.com/stat/
สมานจิต ภิรมย์รื่น. (2557). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ, 15(2), 21-28. https://web.bcnpy.ac.th/journal/images/file/pdf/year15-no2-may-august-2557-ISBN0859-3949.pdf
สุภาพรรณ ฤทธิยา และกมลชนก แก้วก่า. (2564). “การตั้งคำถามไม่ได้ผิด มันคือสิทธิของนักเรียน” รู้เท่าทันการละเมิดสิทธิผ่านคู่มือเอาตัวรอดในโรงเรียน. Mappa Media. https://mappamedia.co/posts/bad-student-review
สุเนตร สืบคำ. (2559). จากการท่องจำเพื่อสอบ....สู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.
erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=541
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”. www.trueplookpanya.com/education/content/55585
อธิวัฒน์ อาษากิจ. (2569). การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียนด้วยการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน.
file:///C:/Users/User/Downloads/1766+การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน.pdf