ปัญหาการศึกษาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์ “เด็กซิ่ว”

ปัญหาการศึกษาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์ “เด็กซิ่ว”

“การซิ่ว” ในแวดวงการศึกษา หมายถึงการที่นิสิตนักศึกษาลาออกจากคณะที่กำลังเรียนอยู่ เพื่อสอบเข้าใหม่ในคณะที่ต้องการ คนกลุ่มนี้เรียกว่า “เด็กซิ่ว” ปัจจุบันเรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับคนเพียงไม่กี่คน แต่กลายเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยถึงสถิติ TCAS67 ว่ามีจำนวนเด็กซิ่วสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึงจำนวนเด็กซิ่วที่อาจเพิ่มมากขึ้นแต่ละปี สาเหตุหนึ่งมาจากระบบครูแนะแนวในโรงเรียนที่ยังไม่ดีพอ จึงเตรียมพัฒนาระบบ ให้เด็กประเมินความถนัดของตนเองตั้งแต่ต้น และเชื่อมโยงกับการแนะแนวการเรียนต่ออย่างเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาการสมัครเรียนซ้ำ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดสอบ (thairath, 2566)

เหตุผลหลักที่ทำให้เด็กตัดสินใจซิ่วคือ ‘ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง’ คณะที่เลือกไว้ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ในการสอบใหม่ (SmartMathPro, 2566) แม้ว่าการซิ่วจะดูเหมือนเปิดโอกาสให้เด็กที่อยากเริ่มต้นใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ‘การค้นหาตัวเองของเด็ก’ มากพอ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาของไทย

ทำไมเด็กไทย ค้นหาตัวเองได้ยาก

เด็กส่วนใหญ่มักได้รับคำแนะนำให้เลือกเรียนตามความชอบและความถนัดของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง โอกาสในการค้นหาตัวเองกลับมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย จึงเกิดคำถามที่ว่า ทำไมระบบการศึกษาไทยจึงไม่สามารถทำให้เด็กค้นพบความชอบของตัวเองได้ ?” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบมุ่งเน้น ‘ผลลัพธ์’ มากกว่ากระบวนการ จึงเกิดแรงกดดันภายใต้ความเชื่อที่ว่า ใครเตรียมสอบก่อน มักได้เปรียบ เด็กจึงต้องรีบตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตทั้งที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ต่างทุ่มเวลาไปกับการเรียนพิเศษและอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างหนัก จนละเลยกระบวนการสำคัญคือ การสังเกตและตั้งคำถามกับความชอบของตัวเอง แม้โรงเรียนจะมีวิชาแนะแนวไว้ให้เด็กสำรวจความชอบและความถนัด แต่วิชานี้กลับถูกลดความสำคัญกลายเป็นเพียง ‘คาบว่าง’ ที่หลายคนมองว่าไม่มีประโยชน์ (พี่แพม Dek-D, 2562)

ห้องเรียนที่เน้น ‘รับ’ มากกว่า ‘สร้าง’

การเรียนการสอนในโรงเรียนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบรับสารทางเดียว (Passive Learning/One-way Learning) (ข่าวสด Online, 2569) ครูทำหน้าที่ควบคุมและกำหนดทิศทางการเรียนรู้ เน้นการบรรยาย (Lecture-based) เป็นหลัก ส่วนเด็กมีหน้าที่รับฟัง จดจำ และนำความรู้ไปใช้สอบเท่านั้น บทบาทของเด็กจึงเป็นฝ่าย ‘รับ’ มากกว่า ‘สร้าง’ ความรู้ด้วยตนเอง ผลที่ตามมาคือเด็กขาดประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ขาดความสามารถในการประยุกต์ใช้และสร้างสรรค์ผลงาน (สุเนตร สืบค้า, 2559) ไม่คุ้นชินกับการตัดสินใจด้วยตัวเองมักทำตามคำสั่งหรือแนวทางจากผู้อื่นเป็นหลัก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง (อธิวัฒน์ อาษากิจ, 2569) ทั้งที่ประสบการณ์จากการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เด็กค้นหาตัวเองและรู้จักการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (จำลอง นามูลตรี, 2561) แต่ความย้อนแย้งคือ เมื่อเด็กเริ่มตั้งคำถามหรือแสดงความเห็น กลับมักถูกตำหนิหรือมองว่าไม่เชื่อฟัง (สุภาพรรณ ฤทธิยา และกมลชนก แก้วก่า, 2564) ทำให้เด็กกลัวการตัดสินใจและไม่กล้าตั้งคำถามเพราะขาดพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้

ไม่รู้จักตัวเอง หรือ ไม่มีพื้นที่มากพอ

แท้จริงแล้วปัญหาของเด็กไทยอาจไม่ใช่เพราะไม่รู้จักตัวเองดีพอ แต่เป็นเพราะถูกปิดกั้นทางความคิด ไม่มีพื้นที่ให้สำรวจและค้นหาตัวเองมากพอ ซ้ำยังมีค่านิยมของสังคมไทยที่มองว่ามีเพียงไม่กี่อาชีพเท่านั้นที่สร้างรายได้สูงและสร้างความมั่นคงในชีวิต เด็กจึงจำเป็นต้องเลือกเรียนในสิ่งที่ ‘มั่นคง’ มากกว่าสิ่งที่ชอบ เพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีงานทำ (สมานจิต ภิรมย์รื่น, 2557) ขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาก็พยายามปรับนโยบายให้เด็กพัฒนาทักษะชีวิตผ่านประสบการณ์ตรงมากกว่าเนื้อหาสาระทางวิชาการ เพราะเห็นว่า

เด็กคิดไม่เป็น วิเคราะห์ไม่ได้ ขาดทักษะชีวิต จึงอยากให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เด็กค้นพบความถนัดและตัวตนได้ดีกว่าการเรียนแบบท่องจำ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560) แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และมีตลาดแรงงานที่เปิดกว้างพอจะรองรับความสามารถที่หลากหลายของเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งให้ความสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์ซิ่วที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่ “ปัญหา” ของระบบการศึกษาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกระบวนการค้นหาตัวตนของเด็กด้วย ทางแก้ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่แค่ปล่อยให้เด็กไปค้นหาความชอบของตัวเองเพียงลำพัง แต่ภาคการศึกษาต้องมีบทบาทในการเปิดโอกาส ชี้แนะแนวทาง และไม่ตีกรอบความคิดให้กับเด็ก เพื่อไม่ให้เด็กต้องฝืนเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ จนต้องออกไปสอบใหม่วนซ้ำแบบนี้เรื่อยไป ต่อไปนี้คือ 3 แนวทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการซิ่วของเด็กไทย

แนวทางที่ 1 ปรับระบบวัดผล ฟื้นคืนชีพวิชาแนะแนว

ระบบการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ เด็กจึงมุ่งทำคะแนนมากกว่าค้นหาตัวเอง จึงควรลดความสำคัญของตัวเลข (คะแนนหรือเกรด) ไม่เร่งให้ตัดสินใจเลือกอนาคตเร็วเกินไป และให้ความสำคัญกับการค้นหาความชอบและความถนัดของแต่ละคนมากขึ้น พร้อมกันนี้ภาคการศึกษาต้องผลักดันให้ “วิชาแนะแนว” กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้คิด ค้นคว้า และสำรวจความสนใจของตัวเองได้อย่างอิสระ เตรียมพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคต แนวทางนี้คล้ายกับโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ที่ภาครัฐ

ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวเองและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เพราะเชื่อว่าอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก จึงเกิดเป็นนโยบาย “Free Semester” (자유학기제) หรือ Free Semester Program (FSP) จุดเด่นของนโยบายคือ ยกเว้นการสอบกลางภาคและปลายภาคแบบเดิม แล้วแทนที่ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การสำรวจเส้นทางอาชีพ และกิจกรรมศิลปะ-กีฬา เพื่อลดความกดดันทางวิชาการและช่วยให้เด็กมีเวลาค้นพบความถนัดและความชอบของตนเอง (South Korea Education System, 2026) นโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองพึงพอใจน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในครอบครัวที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม อ้างอิงจากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Educational Development (2025) ได้ชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องพิจารณามุมมองของผู้ปกครองประกอบการออกแบบและการปฏิรูปการศึกษา (Hoyong Jung, 2025) นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทย หากจะปรับระบบการศึกษาในทิศทางนี้ ก็ควรสื่อสารและสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้ปกครองไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวและเกิดผลลัพธ์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง

แนวทางที่ 2 ปรับบทบาทครู สู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

แม้ระบบการศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบรับสารเพียงทางเดียว แต่หากครูเปลี่ยนบทบาทเป็น 'ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)’ ในการเรียนรู้ มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ใช้คำถามกระตุ้นการเรียนรู้ และให้คำแนะนำสะท้อนกลับ (Feedback) ก็จะช่วยให้เด็กฝึกคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองได้มากขึ้น ทั้งยังพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้นด้วย แนวทางนี้ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในประเทศสิงคโปร์ ด้วยนโยบาย “Teach Less, Learn More (TLLM)” มุ่งยกระดับคุณภาพ

การสอนของครูและเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก เน้นความคิดสร้างสรรค์และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Kelvin Tan, Charlene Tan and Jude Chua, 2008) ผ่านการเรียนรู้เชิงรุกในหลายรูปแบบ เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง (self-directed learning) การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และการประเมินตนเองแบบสร้างสรรค์ (formative and self-assessment) (francis tang, 2024) บนความเชื่อที่ว่าอนาคตของประเทศจะเดินไปในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของเด็กในวันนี้ (EduBright, 2564) สำหรับบริบทประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอาจต้องปรับคุณภาพการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการยกเลิกรูปแบบเดิมในทันที ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาศักยภาพครูอย่างจริงจังเพื่อลดช่องว่างในการนำไปปฏิบัติจริง

แนวทางที่ 3 ปรับระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ

หากภาครัฐปรับระบบ - เปิดหลักสูตรที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับสาขาอาชีพใหม่ ๆที่เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน จะช่วยให้เด็กได้ใช้ความชอบและศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ และช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองที่ขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย (Policy Watch, 2568) ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาก่อนจะมีโอกาสได้ค้นหาตัวตน (the101.World, 2024) หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนที่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา

รวมถึงคุณภาพการศึกษาพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ล้วนเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทยทั้งสิ้น

การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพตามความถนัดและศักยภาพอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างกำลังแรงงานรุ่นใหม่มาพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ภาครัฐจึงควรส่งเสริมความชอบและความถนัดที่แตกต่างกันของเด็กอย่างเท่าเทียม ดังตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่เปิดสอนหลักสูตรการ์ตูนญี่ปุ่น หรือมังงะ (Manga) และหลักสูตรภาพเคลื่อนไหว (Animation) (Sanook, 2554) ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์หลักของประเทศ หลักสูตรเหล่านี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้เด็กที่สนใจการ์ตูนญี่ปุ่นได้เรียนในสิ่งที่ชอบ แต่ยังช่วยพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตอบสนองอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการตลาดรูปแบบใหม่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและทำให้เด็กที่มีความถนัดเฉพาะด้านมีเส้นทางการศึกษาที่จับต้องได้จริง โดยไม่ต้องฝืนเรียนในสายวิชาการทั่วไปที่ไม่ตรงกับศักยภาพของตนเองอย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ “เด็กซิ่ว” ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กที่เลือกผิด แต่กำลังสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้ค้นหาตัวเองมากพอ ทั้งจากวิชาแนะแนวที่ถูกลดความสำคัญ ห้องเรียนที่เน้นรับมากกว่าคิด และค่านิยมสังคมที่จำกัดทางเลือกอาชีพให้แคบลง ทางออกจึงไม่ใช่การผลักภาระให้เด็กค้นหาตัวเองเพียงลำพัง แต่ภาคการศึกษาต้องร่วมเปลี่ยน ปรับระบบวัดผล บทบาทครู และลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เดินในเส้นทางที่ใช่ตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องย้อนกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง


ผู้เขียน

นางสาวกรกมล จึงสำราญ นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

นางสาวภควดี เกิดบัณฑิต นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

นางสาวฮูดาร์ อับดุลลาเต๊ะ นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการและศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)


อ้างอิง :

Francis Tang. (2024). Teach Less, Learn More (TLLM). medium.com/@francis_tang/teach-less-learn-more-tllm-0b1f3bffc889

Hoyong Jung. (2025). Freed students, unsatisfied parents: Evidence from the Free Semester Program in South Korea. www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0738059325000641

Kelvin Tan, Charlene Tan and Jude Chua. (2008). Innovation in Education: The 'Teach Less, Learn More' Initiative in Singapore Schools. https://shorturl.asia/xB09D

South Korea Education System. (2026). South Korea Education System: Structure, Quality, and Performance. educationbycountry.org/country/south-korea/

EduBright. (2564). การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach less, Learn more. EduBright Resources. https://edubrights.com/resource/2021/02/08/teach-less-learn-more/

Policy Watch. (2568). ชำแหละการศึกษาไทย: “การเมืองฉุดปฏิรูป ทำอันดับรั้งท้ายโลก. policywatch.thaipbs.or.th/article/education-21

Sanook. (2554). มหาวิทยาลัยเกียวโตเซกะ เด่นหลักสูตรการ์ตูนญี่ปุ่น. www.sanook.com/campus/931513/

SmartMathPro. (2566). เด็กซิ่ว คืออะไร? ถ้าอยากเริ่มซิ่วจะต้องทำยังไง?. https://www.smartmathpro.com/article/howtofossil/

The101.World. (2024). ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาไทย. www.the101.world/opposite-polar-of-school-dropout/

ข่าวสด Online. (2569). ปฏิวัติห้องเรียนไทยสพฐ. ขับเคลื่อน กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ.www.khaosod.co.th/monitor-news/news_10159190

จำลอง มานูลตรี. (2561). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช]. https://ir.stou.ac.th/bitstream/123456789/1642/1/fulltext_160547.pdf

พี่แพม Dek-D. (2562). เปิดห้องแนะแนว! วิชาไม่น่าสนใจหรือเด็กไทยละเลย. Dek-D. https://www.dek-d.com/teentrends/52206/

สมาคมที่ประชุมอธการบดีแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). สถิติการสอบ. mytcas.com. https://www.mytcas.com/stat/

สมานจิต ภิรมย์รื่น. (2557). ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ, 15(2), 21-28. https://web.bcnpy.ac.th/journal/images/file/pdf/year15-no2-may-august-2557-ISBN0859-3949.pdf

สุภาพรรณ ฤทธิยา และกมลชนก แก้วก่า. (2564). การตั้งคำถามไม่ได้ผิด มันคือสิทธิของนักเรียนรู้เท่าทันการละเมิดสิทธิผ่านคู่มือเอาตัวรอดในโรงเรียน. Mappa Media. https://mappamedia.co/posts/bad-student-review

สุเนตร สืบคำ. (2559). จากการท่องจำเพื่อสอบ....สู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.

erp.mju.ac.th/acticleDetail.aspx?qid=541

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”. www.trueplookpanya.com/education/content/55585

อธิวัฒน์ อาษากิจ. (2569). การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียนด้วยการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน.

file:///C:/Users/User/Downloads/1766+การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของผู้เรียน.pdf

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

Technology Skills
ด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ
basic
3:30 ชั่วโมง

สร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจเพื่อเปิดโอกาสดี ๆ ในชีวิต

คอร์สเรียนนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ทักษะการเลือกใช้คำและประโยค เพื่อสื่อสารในโอกาสต่างๆ อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒ ...

ดีเจตั้ม ภัทรวุฒิ สิงหเสนี
ดีเจตั้ม ภัทรวุฒิ สิงหเสนี
สร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจเพื่อเปิดโอกาสดี ๆ ในชีวิต
ดีเจตั้ม ภัทรวุฒิ สิงหเสนี

สร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจเพื่อเปิดโอกาสดี ๆ ในชีวิต

ดีเจตั้ม ภัทรวุฒิ สิงหเสนี

ต้องใช้ 100 เหรียญ

5 (3 ratings)
การศึกษาในอนาคต
ด้านความร่วมมือการ ทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ การรู้จักสังคม
basic
2:00 ชั่วโมง

ทำไมการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนแปลง

ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาคงไม่ใช่แค่หน้าที่ของ “ครู” แต่คือผู้ที่มีความเชื่อและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา เพื่อก ...

Starfish Academy
Starfish Academy
ทำไมการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนแปลง
Starfish Academy

ทำไมการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนแปลง

Starfish Academy
4.8 (51 ratings)
อาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคต
ด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ
basic
2:00 ชั่วโมง

ทำสิ่งที่ชอบ สร้างอาชีพที่ใช่

เชื่อว่าหลายๆ คนอยากสร้างอาชีพจากสิ่งที่ชอบและถนัด และนำสิ่งที่เรียนมาต่อยอดเป็นอาชีพที่ใช่สำหรับตัวเอง แต่ปัญหาของแต่ละคนอยู่ ...

Starfish Future Labz
Starfish Future Labz
ทำสิ่งที่ชอบ สร้างอาชีพที่ใช่
Starfish Future Labz

ทำสิ่งที่ชอบ สร้างอาชีพที่ใช่

Starfish Future Labz
4.7 (40 ratings)
1165 ผู้เรียน
อาชีพเสริมยอดฮิต
ด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
basic
2:00 ชั่วโมง

Set สตูดิโอง่าย ๆ ด้วยงบ 1,000 บาท

การ Set Studio สามารถทำได้ในราคาที่ไม่แพง และนำไปใช้ได้จริง จำเป็นต้องศึกษารายละเอียด และปรับใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม เ ...

Starfish Future Labz
Starfish Future Labz
Set สตูดิโอง่าย ๆ ด้วยงบ 1,000 บาท
Starfish Future Labz

Set สตูดิโอง่าย ๆ ด้วยงบ 1,000 บาท

Starfish Future Labz
4.7 (31 ratings)

Related Videos

"ถาม"คือ"สอน"
04:30
Starfish Academy

"ถาม"คือ"สอน"

Starfish Academy
143 views • 5 ปีที่แล้ว
Empathy ประตูสู่ความเข้าใจ
03:38
Starfish Academy

Empathy ประตูสู่ความเข้าใจ

Starfish Academy
167 views • 5 ปีที่แล้ว
9 เรื่องต้องรู้เพื่อก้าวสู่วิทยฐานะแบบใหม่
11:15
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

9 เรื่องต้องรู้เพื่อก้าวสู่วิทยฐานะแบบใหม่

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
174 views • 5 ปีที่แล้ว
ตอบคำถามคาใจ? ที่ "แม่ค้ามือใหม่" อยากรู้?
02:49
Starfish Academy

ตอบคำถามคาใจ? ที่ "แม่ค้ามือใหม่" อยากรู้?

Starfish Academy
59 views • 5 ปีที่แล้ว