การเรียนรู้แบบ STEAM ตัวช่วยสำคัญในการเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่

การเรียนรู้แบบ STEAM ตัวช่วยสำคัญในการเสริมพัฒนาการเด็กยุคใหม่

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและความรู้พัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็ก ๆ จำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลาย การท่องจำและอาศัยการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ด้วยแนวคิด STEAM Education จึงกลายเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในระบบการศึกษายุคใหม่ เพราะเป็นการผสานองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ (S), เทคโนโลยี (T), วิศวกรรม (E), ศิลปะ (A) และ คณิตศาสตร์ (M) เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาการเด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ

การเรียนรู้แบบ STEAM คืออะไร? ทำไมต้องมีตัว A (Arts) เพิ่มเข้ามา?

เดิมทีเราจะคุ้นเคยกับคำว่า STEM ที่มาจาก วิทยาศาสตร์ (S), เทคโนโลยี (T), วิศวกรรม (E)และ คณิตศาสตร์ (M) ที่มุ่งเน้นไปทางวิทยาศาสตร์ ที่แม้จะเก่งแต่ไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน ซึ่งในศตวรรษที่ 21 นี้ ศิลปะ (Arts) ถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ใช้สมองทั้งสองซีกพร้อมกัน ทั้งด้านเหตุผลและด้านความคิดสร้างสรรค์ เช่น ผลิตภัณฑ์ระดับโลกอย่าง iPhone หรือ Tesla ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของวิศวกรรมที่แม่นยำและการออกแบบที่สวยงามด้วย

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งอาจไม่สามารถอธิบายงานวิจัยที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจได้ แต่ถ้าเพิ่มทักษะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่อาศัยตัว A พร้อมภาพประกอบ (Infographic) ก็จะช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เห็นหรือยังว่าการให้สมองทั้ง 2 ส่วนทำงานร่วมกันผลลัพธ์ที่ได้ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบันได้ดีแค่ไหน

กิจกรรมเสริมพัฒนาการเด็กที่ผสมผสานระหว่างวิทย์ ศิลป์ และเทคโนโลยี

การเรียนรู้แบบ STEAM ไม่ใช่แค่การนำวิชาศิลปะไปเรียนร่วมกับวิทย์-คณิต แต่มันคือการเรียนรู้ที่เปลี่ยนจากการท่องจำมาเป็นการลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาผ่านกิจกรรมเสริมพัฒนาการเด็ก (Project-based Learning)

ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEAM

การสร้างภาพพิมพ์จากแสงอาทิตย์ (Making Sun Prints) การพิมพ์ภาพ Cyanotype

เป็นการผสมผสานระหว่างปฏิกิริยาเคมีกับการจัดวางศิลปะที่ทำให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้และความสนุกสนาน ทั้งยังได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานของการถ่ายภาพอีกด้วยว่าแสงสามารถสร้างภาพได้อย่างไร และใช้แสงแดดสร้างภาพศิลปะได้อย่างไร การเรียนรู้แบบ STEAM นี้ได้รับความนิยมสูงเพราะเด็ก ๆ จะได้เห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปในทันทีเมื่อนำกระดาษไปโดนแสงแดด

อุปกรณ์

  1. น้ำยา Cyanotype A&B หรือกระดาษที่ผ่านการทาน้ำยา Cyanotype แล้ว
  2. กระดาษความหนา 200 แกรม
  3. แผ่นกระจกใส หรืออะคริลิคใส สำหรับทับชิ้นงาน
  4. ภาชนะสำหรับใส่น้ำยา Cyanotype
  5. พู่กัน-แปรง-ดรอปเปอร์
  6. ไดร์เป่าผม
  7. แผ่นฟิล์มสำหรับสร้างลวดลาย หรือใบไม้ ดอกไม้ หรือพวงกุญแจแบน ๆ
  8. น้ำส้มสายชู

วิธีการทำ

  1. ผสมน้ำยา Cyanotype A&B ในอัตราส่วน 1:1 ลงในภาชนะและคนให้เข้ากัน (จะต้องผสมในห้องที่มีแสงน้อย เพราะน้ำยาไวต่อแสง) (หากมีกระดาษที่ทาน้ำยาแล้วให้ข้ามไปในขั้นตอนที่ 4 ได้เลย)
  2. ทาน้ำยา Cyanotype A&B ที่ผสมแล้วลงบนกระดาษให้ทั่วแผ่น
  3. ใช้ไดร์เป่าผมเป่ากระดาษให้แห้ง
  4. เตรียมแบบที่จะสร้างลวดลายมาวางทับลงบนกระดาษที่ทาน้ำยา Cyanotype A&B ใบไม้, ดอกไม้ หรือฟิล์มที่สร้างลวดลายแล้ว
  5. ใช้แผ่นกระจกใสหรืออะคลิลิกใสทับชิ้นงาน
  6. นำไปตากแดดประมาณ 10-20 นาที
  7. นำกระดาษที่ได้มาล้างในน้ำเปล่าและแช่น้ำส้มสายชู ประมาณ 1 นาที (เพื่อให้ภาพดูเข้มขึ้น)
  8. นำภาพไปตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง

ก็จะได้ภาพพิมพ์ที่สวยงาม โดยส่วนที่เป็นแบบจะกลายเป็นสีขาว ส่วนอื่น ๆ จะกลายเป็นสีน้ำเงิน จากการทดลองดังกล่าวสามารถนำไปพิมพ์ภาพลงบนเสื้อหรือกระเป๋าผ้าได้จาก www.youtube.com/watch?v=sgZjNeP6Axo

ความสัมพันธ์ของโปรเจกต์นี้กับ STEAM

  1. S (Science) เรียนรู้เรื่องปฏิกิริยาทางเคมีที่ไวต่อแสง (Photochemical Reaction) โดยสารเคมีบนกระดาษจะเปลี่ยนสีเมื่อได้รับรังสี UV จากดวงอาทิตย์
  2. T (Technology) การใช้เครื่องมือในการตั้งเวลา (Timer) เพื่อหาค่า Exposure Time (เวลาที่ใช้) ที่เหมาะสมที่สุด หรือการใช้ฟิล์มเนกาทีฟที่พิมพ์จากคอมพิวเตอร์มาวางทับเพื่อสร้างภาพ
  3. E (Engineering) การออกแบบกระบวนการ (Process Engineering) เช่น การหาลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่มืด การวางวัตถุ ไปจนถึงการล้างน้ำ เพื่อหยุดปฏิกิริยา
  4. A (Arts) การจัดวางองค์ประกอบ (Composition) การใช้รูปทรง (Shapes) และเงา (Shadows) ของวัตถุต่างๆ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ หรือวัสดุโปร่งแสง มาสร้างเป็นงานทัศนศิลป์
  5. M (Mathematics) การคำนวณเวลา เช่น แดดจัดใช้ 5 นาที แดดอ่อนใช้ 10 นาที และการวัดสัดส่วนพื้นที่บนกระดาษเพื่อจัดวางวัตถุ

วิธีเลือกสื่อการสอนแบบ STEAM ให้เหมาะกับช่วงวัย

  1. สำหรับเด็กทารกและวัยหัดเดิน (0–3 ปี) ควรเลือกของเล่นที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว เช่น ของเล่นที่มีเสียง สีสัน หรือพื้นผิวแตกต่างกัน รวมถึงของเล่นที่ช่วยฝึกการจับและการเคลื่อนมือ
  2. เมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงก่อนวัยเรียน (3–5 ปี) สามารถเพิ่มของเล่นที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้แนวคิดพื้นฐาน เช่น เกมนับจำนวน บล็อกตัวต่อ หรือชุดทดลองวิทยาศาสตร์แบบง่าย ซึ่งช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ
  3. ส่วนเด็กวัยประถม (6–12 ปี) ควรเลือกของเล่นที่ท้าทายมากขึ้น เช่น ชุดประกอบเครื่องกล เกมฝึกทักษะ หรือของเล่นที่สอนพื้นฐานการเขียนโค้ด เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหา

เรียนรู้เพิ่มเติมผ่านคอร์สเรียนออนไลน์สำหรับพ่อแม่จาก Starfish Labz

หากพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องการทำความเข้าใจแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมเสริมพัฒนาการเด็กให้มากขึ้น ปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านออนไลน์ เช่น คอร์สเรียนออนไลน์สำหรับพ่อแม่ จาก Starfish Labz ที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงการใช้สื่อการสอนอย่างเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เพื่อช่วยให้พ่อแม่สามารถนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้กับการเรียนรู้ของลูกได้จริงในชีวิตประจำวัน


ที่มาจากข้อมูล

  1. https://onlinedegrees.sandiego.edu/steam-education-in-schools/
  2. https://iamkru.com/wp-content/uploads/2021/04/STEAM-Design-Process-Book.pdf
  3. https://artclasscurator.com/12-ways-to-integrate-science-and-art-activities/
  4. https://www.youtube.com/watch?v=sgZjNeP6Axo
  5. https://www.instagram.com/reel/DU2n1d8kyQS/


มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ
ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การรู้จักตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

เสริมสร้างความสุข สำหรับเด็กวัยเรียน (ประถมศึกษา)

เรามักคิดว่าเด็กจะมีความสุข และไม่เครียดอะไร ใครจะรู้ เด็กก็มีช่วงที่ไม่มีความสุขและมีปัญหาเหมือนกัน คอร์สนี้จะทำให้ผู้ใหญ่ ได้หั ...

Starfish Academy
Starfish Academy
เสริมสร้างความสุข สำหรับเด็กวัยเรียน (ประถมศึกษา)
Starfish Academy

เสริมสร้างความสุข สำหรับเด็กวัยเรียน (ประถมศึกษา)

Starfish Academy
4.9 (310 ratings)
3624 ผู้เรียน
การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ
ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การรู้จักตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

ดูแลสุขภาพร่างกาย สำหรับเด็กวัยเรียน (ประถมศึกษา)

คอร์สนี้จะทำให้ได้เรียนรู้ถึงและเข้าใจการสร้างสุขภาพกายที่ดีสำหรับเด็กประถมศึกษา เพราะสุขภาพกายมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ

Starfish Academy
Starfish Academy
ดูแลสุขภาพร่างกาย สำหรับเด็กวัยเรียน (ประถมศึกษา)
Starfish Academy

ดูแลสุขภาพร่างกาย สำหรับเด็กวัยเรียน (ประถมศึกษา)

Starfish Academy
4.8 (250 ratings)
4456 ผู้เรียน
พัฒนาการเด็ก
การรู้จักตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

อัจฉริยะ 8 ด้าน

พหุปัญญา (Multiple Intelligences) หรือ ปัญญาหลากหลายด้านของมนุษย์ ซึ่งเป็นการอธิบายความสามารถทางสมองของมนุษย์ ...

Starfish Academy
Starfish Academy
อัจฉริยะ 8 ด้าน
Starfish Academy

อัจฉริยะ 8 ด้าน

Starfish Academy
4.9 (55 ratings)
1445 ผู้เรียน
Technology Skills
ด้านความสัมพันธ์ การรู้จักตนเอง การรู้จักสังคม
basic
2:00 ชั่วโมง

จิตวิทยาความเป็นมนุษย์ (Human Psychology)

การทำความเข้าใจพัฒนาการรวมไปถึงความต้องการของมนุษย์จะช่วยให้เราในฐานะครูเข้าใจตนเองรวมถึงนักเรียนได้ดีขึ้นซึ่งเป็นสิ่งสำ ...

Starfish Academy
Starfish Academy
จิตวิทยาความเป็นมนุษย์ (Human Psychology)
Starfish Academy

จิตวิทยาความเป็นมนุษย์ (Human Psychology)

Starfish Academy
4.8 (405 ratings)
19205 ผู้เรียน

Related Videos

โรงเรียนประถม รุ่งอรุณ
04:34
โรงเรียนรุ่งอรุณ

โรงเรียนประถม รุ่งอรุณ

โรงเรียนรุ่งอรุณ
2131 views • 7 ปีที่แล้ว
การศึกษาแบบโฮมสคูล (ครอบครัวดิษยบุตร)
07:15
Starfish Academy

การศึกษาแบบโฮมสคูล (ครอบครัวดิษยบุตร)

Starfish Academy
369 views • 6 ปีที่แล้ว
How to คุณชนัญณสรณ์  จำนงค์ศรี 2
04:42
โรงเรียนปลาดาว

How to คุณชนัญณสรณ์ จำนงค์ศรี 2

โรงเรียนปลาดาว
287 views • 6 ปีที่แล้ว
การสอนเรื่อง "การคมนาคม" โดยใช้แผนที่จำลอง
04:06
Starfish Academy

การสอนเรื่อง "การคมนาคม" โดยใช้แผนที่จำลอง

Starfish Academy
2414 views • 6 ปีที่แล้ว