Toxic Social Media ระวังสังคมออนไลน์เป็นภัยต่อใจลูก

Toxic Social Media ระวังสังคมออนไลน์เป็นภัยต่อใจลูก

การใช้เวลาว่างหมดไปกับโซเชียลมีเดียเลื่อนหน้าจอดูคลิปเป็นชั่วโมงๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ไปเสียแล้วสำหรับผู้ใหญ่นี่อาจเป็นการฆ่าเวลาและผ่อนคลายแต่สำหรับเด็กๆ และวัยรุ่นพ่อแม่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าการใช้โซเชียลมีเดียของลูกนั้นปลอดภัย

เนื้อหาหลายอย่างที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเป็นเนื้อหาที่ไม่อาจควบคุมได้ แม้ว่าระบบหลังบ้านของหลายๆ แพลตฟอร์มจะมีกฏข้อห้าม และให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและการไม่ละเมิดสิทธิอย่างเต็มที่แต่อย่างที่ทุกคนเห็นๆ กันอยู่ว่า มีผู้ที่เจตนาร้ายแฝงอยู่ทุกที่ บางทีอาจไม่ได้มาในรูปแบบเนื้อหาแต่ปรากฏอยู่ในช่องแสดงความคิดเห็น 

การดูแลบุตรหลานให้ปลอดภัยจากการใช้โซเชียลมีเดีย จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญเพราะหากปล่อยปละละเลยเนื้อหาที่เป็นพิษในโซเชียลมีเดียอาจส่งผลต่อจิตใจของลูกได้

Toxic Social Media คืออะไร

Social Media ในแง่หนึ่งก็ไม่ต่างจากหนังสือที่เราอ่านหรืออาหารที่เรากินเพราะข้อมูลที่รับรู้ผ่านสังคมออนไลน์ จะถูกประมวลสะสมไว้ในสมองของเราสิ่งที่เรากินสิ่งที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ปาก ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราไม่มากก็น้อย

ลองนึกถึงตอนที่ลูกได้กินอาหารจานโปรดรสชาติเอร็ดอร่อย เด็กๆ จึงกินอย่างรวดเร็วและมากมาย เมื่อกินมากเกินไป ย่อยไม่ทัน อาหารจึงกลายเป็นพิษในร่างกายทำให้ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย เจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล

การเสพสื่อโซเชียลมีเดีย ก็เช่นกัน หากมากเกินไป ไม่ผ่านการกลั่นกรองก็อาจกลายเป็นพิษต่อจิตใจ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของข้อมูลในสังคมออนไลน์ที่อาจทำให้การใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพิษได้

  • รูปภาพหรือวิดีโอที่มีเนื้อหาความรุนแรง: ภาพอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต การต่อสู้ ใช้อาวุธ ไม่ว่าจะจากละคร ภาพยนตร์ หรือจากเหตุการณ์จริง 
  • พฤติกรรม Cyberbully: การส่งข้อความ แสดงความคิดเห็นเชิงลบ ดูถูก หรือข้อความข่มขู่ผู้อื่นผ่านโซเชียล มีเดีย เด็กที่เล่นเกมออนไลน์กับคนแปลกหน้า มักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เล่นคนอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเอง
  • เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากไป: เด็กๆ อาจไม่ทันระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัว และเปิดเผยข้อมูลที่อาจถูกนำไปใช้หาประโยชน์ได้ หรือแม้กระทั่งการส่งรูปภาพหรือข้อมูลต่างๆ ทางกล่องข้อความ ก็มีความเสี่ยงที่อาจถูกนำรูปภาพไปใช้ในทางที่ไม่ดี 

ความ Toxic ของแต่ละแพลตฟอร์มที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน 

หากถามว่าโซเชียล มีเดีย มีเนื้อหาที่อาจเป็นพิษต่อจิตใจลูกไหม คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเด็กแต่ละคนมีภูมิคุ้มกันทางใจเพียงใดและระยะเวลาการใช้โซเชียลมีเดียมากน้อยเพียงใด เพราะหากมีภูมิคุ้มกันทางใจน้อย ขาดความมั่นใจในตนเอง ผนวกกับใช้โซเชียลมีเดียแต่ละวันเป็นเวลานานๆ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เนื้อหาต่างๆ อาจทำร้ายลูกได้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม 

ก่อนที่จะอนุญาตให้ลูกมีบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม และความ Toxic ที่แต่ละแพลตฟอร์มอาจส่งผลต่อบุตรหลานได้

  • Instagram (IG): เป็นแพลตฟอร์มแชร์รูปและคลิปวิดีโอสั้น ที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นมากที่สุด ปัญหาคือภาพและวิดีโอที่แชร์นั้น มักผ่านการตกแต่งใส่ฟิลเตอร์จนดูสมบูรณ์แบบเกินจริง ภาพและวิดีโอบน IG มักเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข กับสถานที่สวยๆ ซึ่งหากเด็กๆ ไม่รู้เท่าทัน ก็อาจเปรียบเทียบกับชีวิตตนเอง และจนเสียความมั่นใจและอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคซึมเศร้าได้
  • Facebook (FB): คือโซเชียลมีเดีย ที่ถือกำเนิดขึ้นเป็นอันดับแรกๆ และได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงปี 2000 เรียกได้ว่าการเกิดขึ้นของ FB ได้ปฏิวัติการใช้สื่อดิจิทัลไปอย่างสิ้นเชิง และอาจพูดได้ว่าคนที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนทุกคนต้องมีบัญชี FB อย่างน้อย 1 บัญชี ความ Toxic ที่อาจพบได้จากแพลตฟอร์มนี้ก็คือ ผู้ไม่ประสงค์ดีอาจสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอม พูดคุยกับเด็กๆ สร้างความสนิทสนม และนำไปสู่การล่อลวง อีกด้านหนึ่ง FB เป็นแพลตฟอร์มที่มีการแชร์ข่าวและข้อมูลข่าวสารมากมาย แต่ข้อมูลไม่น้อยกลับเข้าข่าย Fake News หากเด็กๆ ขาดวิจารณญาณแยกแยะไม่ได้ ก็หลงเชื่อข้อมูลปลอมนำไปสู่การเข้าใจผิดสร้างความสับสนในสังคมหรือกระทั่งสร้างความเชื่อที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กๆ ได้
  • Tiktok: เป็นแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด ที่คาดว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นโซเชียล มีเดียที่ได้รับความนิยมนำหน้าแพลตฟอร์มก่อนหน้า โดยเนื้อหาในติ๊กต๊อกส่วนใหญ่คือคลิปวิดีโอสั้นๆ สิ่งที่อาจทำให้ติ๊กต๊อกเป็นแพลตฟอร์มที่ Toxic ต่อเยาวชนคือชาเลนจ์ต่างๆ ที่นิยมทำตามๆ กัน ซึ่งหากไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมชาเลนจ์เหล่านั้นอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ที่ผ่านมา Blackout Challenge ที่ท้าให้รัดคอตนเองจนสำลักและหมดสติ ได้ทำให้วัยรุ่นอเมริกันเสียชีวิตมาแล้ว 
  • X หรือ Twitter: แม้จะเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นแชร์เนื้อหาที่เป็นข้อความ แต่ก็อาจมีความ Toxic ไม่น้อยกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ มีรายงานว่า X เป็นแพลตฟอร์มที่มีสแปมมากที่สุด และยากที่จะหลีกเลี่ยง ผู้ใช้ X มักจะค้นเนื้อหาที่สนใจผ่านแฮชแท็ก ซึ่งหากสแปมหรือโฆษณาที่ไม่เหมาะสมติดแฮชแท็กดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้ใช้ที่ค้นหาแฮชแท็กนั้นๆ พบเห็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้ 

พ่อแม่ป้องกันลูกจาก Toxic Social Media ได้อย่างไร 

โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการสื่อสารของเด็กยุคใหม่ที่แทบจะขาดไม่ได้ข้อดีของแพลตฟอร์มต่างๆ คือ การฝึกให้ลูกสื่อสารกับคนอื่นๆ ผ่านหลายๆ ช่องทาง อีกทั้งยังเปิดโลกการเรียนรู้ได้อย่างไม่สิ้นสุดหากเลือกรับเนื้อหาอย่างเหมาะสม 

อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ที่ยังไม่มีวิจารณญาณหรือวัยรุ่นที่ต้องการการยอมรับหรือคล้อยตามเพื่อนได้ง่ายก็ยังจำเป็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด

  • ประเมินความพร้อมของลูก: แม้ว่าลูกจะมีอายุเกินเกณฑ์ที่โซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์มกำหนดแล้ว แต่ในฐานะพ่อแม่ที่รู้จักลูกดีที่สุด ก็น่าจะประเมินได้ว่าลูกเป็นผู้ใหญ่พอที่จะวิเคราะห์แยกแยะและใช้สื่อโซเชียลได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ หากยังไม่แน่ใจ อาจกำหนดระยะเวลาทดลองใช้

โซเชียลมีเดีย ระหว่าง 2 สัปดาห์ - 1 เดือน โดยพ่อแม่ควรสื่อสารสิ่งที่คาดหวังจากลูกในการใช้โซเชียลมีเดีย และบอกถึงผลลัพธ์หากลูกไม่สามารถทำตามกฏเกณฑ์ที่เหมาะสม 

  • ให้ความรู้: วัยรุ่นส่วนใหญ่รู้ว่า IG, Facebook หรือโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ คืออะไร แต่พวกเขาอาจไม่รู้ถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านั้นมองไม่เห็นด้วยตา พ่อแม่จึงจำเป็นต้องให้ความรู้กับลูกล่วงหน้าก่อนที่จะอนุญาตให้ลูกมีบัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าโซเชียลมีเดีย ก็เหมือนกับสังคมจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งคนที่เจตนาดีและเจตนาร้ายที่ลูกต้องประเมินและระมัดระวัง
  • รู้ทัน FOMO: FOMO หรือ Fear of Missing Out คือภาวะกลัวตกข่าว กลัวตกเทรนด์ พบได้ในผู้ที่เสพติดโซเชียลมีเดีย ที่มักรีเฟรชหน้าจอบ่อยๆ เพื่อรออัพเดทข่าวสาร จนไม่อาจละสายตาจากจอสมาร์ทโฟน ส่งผลต่อการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันภาวะ FOMO ผู้ใช้จำเป็นต้องมีทักษะการควบคุมตนเองพอสมควร หากพ่อแม่ยังไม่มั่นใจว่าเด็กๆ จะสามารถควบคุมตนเองได้หรือไม่ ควรให้ลูกปิดการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อไม่ให้การแจ้งเตือนเหล่านี้รบกวนสมาธิในการเรียน และดึงความสนใจของเด็กไปจากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน 
  • ใช้เครื่องมือ: แอปพลิเคชัน Kids360 เป็นแอปฯ ที่ช่วยให้ผู้ปกครองควบคุมการใช้หน้าจอของลูกได้ผ่านโทรศัพท์ของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาเล่นเกม ไปจนถึงการใช้โซเชียลมีเดีย พ่อแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า การใช้เครื่องมือควบคุมดูแลดังกล่าว ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ไม่ไว้ใจลูก แต่บนโลกใบนี้มีคนที่ไม่หวังดีมากกว่าที่ลูกจะคาดคิดได้ การใช้เครื่องมือดังกล่าวเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของลูกเอง หากลูกพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าดูแลตนเองได้ และใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม พ่อแม่ก็พร้อมที่จะหยุดใช้แอปดังกล่าว เป็นต้น 

การปกป้องลูกจากเนื้อหาที่เป็นพิษบนโซเชียลมีเดียเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามและทุ่มเทแต่หากวางแผนรับมืออย่างดีตั้งแต่เริ่มต้นทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นพ่อแม่ควรตระหนักว่าการป้องกันย่อมดีกว่าแก้ไข เพราะฉะนั้นไม่มีคำว่าเสียเวลา หากการกระทำนั้นๆเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของลูกยิ่งไปกว่านั้นการดูแลสภาพจิตใจ ความคิดและพฤติกรรมของลูก ไม่ให้โซเชียลมีเดีย มีอิทธิพลควบคุมลูก ไม่เพียงส่งผลดีต่อลูกของเราแต่ยังเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมในเมื่อลูกต้องเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองของโลกการดูแลและเตรียมพร้อมให้มั่นใจว่าลูกมีภูมิคุ้มกันทางใจที่จะไม่สร้างปัญหาให้สังคมก็ถือเป็นหนึ่งพันธกิจที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ 

แหล่งอ้างอิง (Sources) :

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

การเลี้ยงลูกที่มีความต้องการพิเศษ
การรู้จักตนเอง การบริหารจัดการตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

การส่งเสริมทักษะเด็กออทิสติก

เรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กออทิสติก เพื่อให้เป็นตัวช่วยในการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กกลุ่มนี้

Starfish Academy
Starfish Academy
การส่งเสริมทักษะเด็กออทิสติก
Starfish Academy

การส่งเสริมทักษะเด็กออทิสติก

Starfish Academy
4.9 (49 ratings)
1565 ผู้เรียน
การเรียนแบบบูรณาการ
ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
basic
1:30 ชั่วโมง

คู่มือการสอนนวัตกรรม 3R ฉบับบ้านปลาดาว

คงจะดีถ้าการอ่านออกเขียนได้ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป นวัตกรรม3R โรงเรียนบ้านปลาดาว ได้ออกแบบชุดการสอนที่ง่ายและเกิดผล ...

Starfish Academy
Starfish Academy
คู่มือการสอนนวัตกรรม 3R ฉบับบ้านปลาดาว
Starfish Academy

คู่มือการสอนนวัตกรรม 3R ฉบับบ้านปลาดาว

Starfish Academy
4.8 (657 ratings)
8899 ผู้เรียน
เครืองมือครู
ด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง การรู้จักตนเอง การบริหารจัดการตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

Micro Learning กระบวนการฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยด้วย PHET Model

กระบวนการฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยด้วย PHET Model เป็นแนวทางสำคัญของครูที่จะช่วยลดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรี ...

Starfish Academy
Starfish Academy
Micro Learning กระบวนการฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยด้วย PHET Model
Starfish Academy

Micro Learning กระบวนการฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอยด้วย PHET Model

Starfish Academy
5 (8 ratings)
เครืองมือครู
ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา
basic
3:00 ชั่วโมง

เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และ ให้เหตุผลด้วย Unplugged Coding

Coding คืออะไร ทำไมเด็กยุคใหม่ถึงต้องเรียน ? หรือจะเริ่มต้นสอน Coding ยังไงให้เด็กๆสนุก และได้พัฒนาทักษะไปพร้อมๆกัน ค ...

นางสาวปรัชนียา มาวัชระ
นางสาวปรัชนียา มาวัชระ
เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และ ให้เหตุผลด้วย Unplugged Coding
นางสาวปรัชนียา มาวัชระ

เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และ ให้เหตุผลด้วย Unplugged Coding

นางสาวปรัชนียา มาวัชระ

ต้องใช้ 100 เหรียญ

5 (1 ratings)

Related Videos

CBE - การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
10:22
Starfish Academy

CBE - การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

Starfish Academy
2583 views • 2 ปีที่แล้ว
Success - การพัฒนาสมรรถนะและทักษะของผู้เรียนอย่างเด่นชัด
13:16
Starfish Academy

Success - การพัฒนาสมรรถนะและทักษะของผู้เรียนอย่างเด่นชัด

Starfish Academy
290 views • 2 ปีที่แล้ว
Well Being - การพัฒนาสุขภาวะของผู้เรียน
11:22
Starfish Academy

Well Being - การพัฒนาสุขภาวะของผู้เรียน

Starfish Academy
574 views • 2 ปีที่แล้ว
Learning Loss - การภาวะความถดถอยในการเรียนรู้
10:11
Starfish Academy

Learning Loss - การภาวะความถดถอยในการเรียนรู้

Starfish Academy
1603 views • 2 ปีที่แล้ว