7 ทักษะ สร้างนิสัย เรียนรู้ตลอดชีวิต

7 ทักษะ สร้างนิสัย เรียนรู้ตลอดชีวิต

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับวิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่ Covid-19 ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักว่า ชุดความรู้เดิมในโลกแบบเดิมอาจนำมาใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว คำว่า New Normal หรือความปกติใหม่ ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตมากมาย รวมไปถึงรูปแบบการเรียนรู้ในสถานศึกษา เด็กจำนวนไม่น้อย หันมาเรียนออนไลน์ ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นดีกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนหน้า ที่เรายังคุมการระบาดของโรคไม่ได้ 

การมีความรู้อย่างเดียว จึงอาจไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ เมื่อไม่มีอะไรการันตีได้ว่าโรคระบาดจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ และเด็ก ๆ จะได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบปกติเมื่อไร การปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการเรียนรู้ จึงอาจสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวความรู้เอง เพราะนิสัยรักการเรียนรู้ จะไม่จำกัดการเรียนอยู่เพียงในโรงเรียนหรือห้องเรียน เด็ก ๆ ที่ใฝ่รู้จะสามารถนำสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาประมวลประยุกต์ให้เกิดเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อตนเองได้ ลองมาดู 7 ทักษะสำคัญต่อไปนี้ ที่จะช่วยสร้างนิสัยเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับลูกหลานของเราได้ค่ะ

1. ทักษะสมาธิจดจ่อและควบคุมตัวเอง

ทักษะนี้ช่วยให้เด็กๆ จดจำความรู้ที่จำเป็น และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เรียกว่า working memory นอกจากนั้นยังมีความคิดยืดหยุ่น สามารถปรับความคิดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในชีวิต อีกทั้งยังมีความสามารถในการยั้งคิดก่อนที่จะตัดสินใจทำบางสิ่ง มีทักษะในการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปลูกฝังได้โดย

  • ฝึกความช่างสังเกตในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะต่อคิวรอจ่ายเงินค่าสินค้า อาจชวนลูกเล่นเกม ให้ลูกมองหาขวดน้ำทรงเหลี่ยม มองหาสติ๊กเกอร์สินค้าที่มีสีม่วง ฯลฯ นอกจากจะสนุกแล้วยังเป็นการฝึกเรื่องสมาธิจดจ่อด้วย
  • ขณะที่อ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง ลองหยุดและให้ลูกทายว่าจะเกิดอะไรขึ้นลำดับต่อไป 
  • หากลูกมักมีปัญหาในการรับมือบางสิ่งอยู่เสมอ เช่น การผลัดกันเล่นของเล่นกับเพื่อน ลองให้ลูกคิดวิธีที่จะรับมือปัญหานี้ด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่คอยให้คำแนะนำ เพื่อฝึกให้เด็กๆ เรียนรู้การควบคุมตนเอง
  • ส่งเสริมให้ลูกพยายามทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ เมื่อล้มเหลวก็ให้กำลังใจให้ลูกลองใหม่ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา และเราเรียนรู้จากความผิดพลาดได้

2. ทักษะมองมุมต่าง

คล้าย ๆ กับการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทักษะนี้ฝึกให้เด็ก ๆ ลองคิดในมุมของคนอื่น ๆ ว่าจะคิด และรู้สึกอย่างไร เป็นการวางพื้นฐานให้เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะเข้าใจเจตนาในการกระทำของพ่อแม่ ครู และเพื่อน ๆ เด็ก ๆ ที่มีทักษะนี้มักรับมือความขัดแย้งได้ดี ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่าย เป็นนักอ่านที่ดี และถ่ายทอดสิ่งที่อ่านได้อย่างเหมาะสม พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรปลูกฝังทักษะมุมมองต่าง ให้กับเด็ก ๆ ได้ดังนี้ค่ะ

  • ในแต่ละวันลองถามลูกว่าวันนี้รู้สึก และคิดอย่างไรกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต แล้วลองแลกเปลี่ยนความคิด และความรู้สึกของคุณกับลูก เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจว่าในสถานการณ์เดียวกันแต่ละคนอาจคิดหรือมีความรู้สึกแตกต่างกันได้
  • เมื่ออ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง ลองถามคำถามปลายเปิด เช่น “ลูกคิดว่ากระต่ายน้อยรู้สึกอย่างไร ที่ถูกแย่งขนม”, “ทำไมลูกถึงคิดเช่นนั้น” เพื่อให้ลูกได้ลองทำความเข้าใจมุมมองของตัวละครในเรื่อง
  • สอนให้ลูกรู้จักคำแสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น โกรธ ดีใจ เสียใจ หงุดหงิด รวมทั้งสอนลูกรับมือกับอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น
  • สนับสนุนให้เด็ก ๆ แสดงอารมณ์ของตนเองผ่านการแสดงบทบาทสมมติ เล่าเรื่อง วาดภาพ ดนตรี หรือศิลปะแขนงต่าง ๆ รวมทั้งฝึกให้ลูกสังเกตอารมณ์ และความรู้สึกของคนรอบตัว ฝึกลูกเป็นผู้ฟังที่ดี เมื่อมีคนพูดแสดงความคิดเห็น

3. ทักษะการสื่อสาร

การสื่อสารไม่ได้เป็นความเข้าใจภาษา หรือคำพูดเท่านั้น แต่ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังหมายถึง ความสามารถที่จะเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการบอกอะไรภายใต้คำพูดที่เปล่งออกมา และสิ่งที่เราพูดออกไปอีกฝ่ายจะเข้าใจว่าอย่างไร เด็ก ๆ จะพัฒนาทักษะการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพได้ เมื่อพวกเขาได้มีบทสนทนาโต้ตอบกับผู้คนจริง ๆ ผ่านถ้อยคำ และการแสดงสีหน้าท่าทาง ใส่ใจอยู่กับบทสนทนานั้นเพื่อวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายเข้าใจการสื่อสารของเขาอย่างไร พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบ และเลือกใช้คำ เพื่อให้คู่สนทนาเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสารจริง ๆ พ่อแม่ผู้ปกครอง ช่วยฝึกให้เด็ก ๆ มีทักษะการสื่อสารได้ ดังนี้

  • ให้เด็ก ๆ ดูภาพและเลือกใช้คำเพื่ออธิบายภาพนั้น ๆ 
  • พ่อแม่ผู้ปกครองเลือกใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย หาโอกาสใช้คำศัพท์ที่ยาก ๆ กับลูกบ้าง เพื่อให้ลูกมีคลังคำศัพท์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 
  • ให้ลูกลองเล่าเรื่องราวจากหนังสือ หรือภาพยนตร์ที่ดู ด้วยถ้อยคำของพวกเขาเอง
  • ชวนให้ลูกคิดถึงสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารก่อนจะเอ่ยเป็นคำพูดออกมา ลองให้ลูกคิดว่าควรพูดอย่างไรเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจตามที่เราพูด
  • สร้างบทสนทนาโต้ตอบกับลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อฝ่ายหนึ่งพูด อีกฝ่ายต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ จึงค่อยโต้ตอบ

4. ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์

ทักษะนี้ช่วยให้เด็ก ๆ วิเคราะห์ และประเมินข้อมูล เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้ประกอบความคิด ความเชื่อ การตัดสินใจ และลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ในโลกยุคใหม่เด็ก ๆ จำเป็นต้องมีความคิดเชิงวิพากษ์เพื่อทำความเข้าใจชุดความรู้ต่าง ๆ ที่หมุนเวียนเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะแยกแยะข้อมูลจริง และเท็จได้ด้วยตนเอง ไม่ถูกชักจูงโดยง่าย รวมทั้งยังช่วยให้เด็ก ๆ แก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย พ่อแม่ผู้ปกครอง ช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้เด็ก ๆ ได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ

  • ฝึกลูกคิดแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อทะเลาะกับเพื่อน บอกลูกว่า “เพื่อนคงไม่ชอบตอนที่ลูกโมโห ลูกก็คงไม่ชอบตัวเองตอนโมโหเช่นกัน ลองมาหาวิธีดูสิว่าจะรับมือกับอารมณ์โกรธของตัวเองยังไงดี” ให้เด็ก ๆ ลองเขียนไอเดียการแก้ปัญหาออกมาเป็นข้อ ๆ แล้วลองประเมินดูว่าข้อไหนน่าจะได้ผลดีที่สุด ลองนำไปใช้จริง แล้วกลับมาประเมินดูว่าได้ผลหรือไม่ หากไม่ได้ผลชวนลูกมาวิเคราะห์ และหาวิธีใหม่ต่อไป
  • เมื่อลูกถามคำถามที่คุณคิดว่าพวกเขาน่าจะรู้คำตอบหรือสามารถหาคำตอบเองได้ อย่าเพิ่งรีบตอบ แต่ลองให้ลูกคิด และหาคำตอบด้วยตัวเองก่อน พ่อแม่อาจถามคำถามนำให้ลูกคิดตาม หรือแนะนำว่าจะหาคำตอบได้จากที่ใด เช่น หนังสือ หรือค้นหาใน google เป็นต้น
  • เมื่อได้รับรู้ข่าวสารในสังคม อาจถามลูกว่ามีความคิดเห็นอย่างไร และวิธีใดที่ลูกคิดว่าจะแก้ปัญหาหรือป้องกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในข่าวได้ รับฟังและคอยให้คำแนะนำอย่างเหมาะสมโดยไม่ตัดสิน เพื่อให้ลูกกล้าแสดงความคิดเห็น

5. ทักษะการเชื่อมโยง

ทักษะนี้ช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดเหมือนหรือต่างกัน จัดแบ่งข้อมูลเป็นหมวดหมู่ นำข้อมูลมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ การมีความคิดเชื่อมโยงช่วยให้เด็ก ๆ นำความรู้มาใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์ พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยส่งเสริมทักษะนี้ได้ ดังนี้

  • เมื่อไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ลองให้ลูกเลือกสิ่งที่เห็นมา 3 สิ่ง หลังจากลูกเลือกครบแล้ว ชวนให้ลูกคิดว่าทั้ง 3 สิ่งนั้นมีอะไรเชื่อมโยงกันบ้าง แม้สิ่งที่ลูกเลือกอาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ตาม แต่พยายามให้ลูกหาความเชื่อมโยงให้ได้ เช่น รถยนต์ แม่น้ำ ไอศกรีม ลูกอาจบอกว่าแม่น้ำ และไอศกรีม ให้ความรู้สึกเย็นเหมือนกัน ส่วนในรถยนต์ก็มีแอร์เย็น เป็นต้น วิธีนี้ช่วยฝึกทักษะการเชื่อมโยงและทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อสำหรับเด็ก ๆ อีกด้วย
  • เมื่อลูกทำผิดพลาด ลองให้ลูกคิดว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจากอะไร และลูกเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนั้นได้บ้าง เพื่อให้เด็ก ๆ เชื่อมโยงความผิดพลาดเข้ากับการเรียนรู้ได้

6. ทักษะตั้งเป้าหมายและกำกับตนเอง

ทักษะนี้หมายถึงการตั้งเป้าหมาย วางกลยุทธ์ และกำกับตนเองเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ เด็ก ๆ ที่มีทักษะนี้มักเป็นเด็กที่มีความสงสัยใคร่รู้ ชอบค้นคว้าหาข้อมูล ตื่นเต้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พ่อแม่สามารถช่วยปลูกฝังทักษะนี้ให้กับเด็ก ๆ ได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เด็กมีความมั่นคงทางจิตใจ เพราะความมั่นคงทางใจจะเป็นรากฐานของชีวิตให้เด็ก ๆ ไปต่อในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคง
  • ช่วยเด็ก ๆ ตั้งเป้าหมาย และหาวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ให้การสนับสนุน และคำแนะนำอย่างเหมาะสมในเรื่องที่เด็ก ๆ สนใจ 
  • ขยายขอบข่ายความสนใจของเด็ก ๆ ด้วยการถามคำถามที่ทำให้คิด หรือแนะนำวิธีการ หรือประสบการณ์ที่หลากหลายในเรื่องที่ลูกสนใจ
  • ให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือทำด้วยตัวเอง
  • สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มที่
  • ให้ลูกเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ของคุณเมื่อได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ลูกฟัง รวมถึงเล่าเรื่องการเรียนรู้จากความผิดพลาดด้วย

7. ทักษะชอบความท้าทาย

ความท้าทายในที่นี้ หมายถึง ความท้าทายในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เด็ก ๆ ที่มีทักษะนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษา และในชีวิตมากกว่าเด็ก ๆ ที่หลีกเลี่ยง ไม่กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ พ่อแม่ช่วยให้ลูก ๆ ท้าทายตนเองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ

  • สอนลูกรับมือกับความพ่ายแพ้ หรือความผิดพลาด บอกให้เด็ก ๆ เข้าใจกว่าการพยายามอย่างเต็มที่ มีความสำคัญกว่าการแพ้หรือชนะ เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ต่อไป
  • เป็นที่พึ่งพิง สร้างความเชื่อใจให้เด็ก ๆ รู้ว่าพวกเขาสามารถขอคำปรึกษาจากคุณได้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากในชีวิต
  • สอนให้ลูกเข้าใจว่าทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ หากลูกพบว่าสิ่งใหม่ที่เรียนรู้ยากเกินไป ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนท้อใจ สิ่งสำคัญคือความพยายาม และทัศนคติที่เชื่อว่าลูกทำได้ ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ตอนนี้ยังไม่น่าพอใจ แต่หากลูกมีความเชื่อมั่นสักวันก็จะประสบความสำเร็จได้

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้! ข้อดีของการให้ลูกทำกิจกรรมนอกหลักสูตร

5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้! ข้อดีของการให้ลูกทำกิจกรรมนอกหลักสูตร

Starfish Academy
Starfish Academy

กิจกรรมนอกหลักสูตร คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการศึกษาทั่วไป นั่นก็แปลตรง ๆ ว่าสิ่งที่พวกเขาทำ คือสิ่งที่อยู่เหนือไปจากหลักสูตร อย่างไรก็ตาม การเล่นฟุตบอลเพียงเพื่อความสนุกหลังเลิกเรียน ไม่ใช่การทำกิจกรรมนอกหลักสูตร หากแต่จะต้องเป็นการสละเวลาที่มีเพื่อการเรียน ...

1352 views 14.07.20
5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้! ข้อดีของการให้ลูกทำกิจกรรมนอกหลักสูตร
หางาน part time ที่ปลอดภัยสำหรับวัยเรียน

หางาน part time ที่ปลอดภัยสำหรับวัยเรียน

Starfish Academy
Starfish Academy

ช่วงปิดเทอมที่เด็กๆ มีเวลาว่าง หลายคนมักมาขอคุณพ่อคุณแม่ทำงาน Part time ใช่ไหมล่ะคะ เพราะเขาเองก็อยากมีรายได้ไว้ซื้อของที่เขาอยากได้ เราเลยรวบรวมงานพิเศษที่ไม่อันตรายและเด็กๆ ม.ปลายสามารถทำได้อย่างถูกกฎหมายมาฝากกันค่ะส่วนใหญ่แล้วงาน Pa ...

1939 views 02.04.21
หางาน part time ที่ปลอดภัยสำหรับวัยเรียน
Unschooling เรียนแบบไม่เรียนของเด็ก Homeschool

Unschooling เรียนแบบไม่เรียนของเด็ก Homeschool

Starfish Academy
Starfish Academy

Homeschool ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง คงจะเป็นการที่เด็กๆ เรียนที่บ้านซึ่งแต่ละครอบครัวก็อาจมีรูปแบบไม่ต่างกันมากนัก แต่จริงๆ แล้วการทำโฮมสคูล มีหลายรูปแบบแตกต่างกันตามสไตล์ของแต่ละครอบครัว Unschooling คือ รูปแบบหนึ่งของการทำโฮมสคูลที่หลายคนอาจเคยไ ...

1037 views 13.08.21
Unschooling เรียนแบบไม่เรียนของเด็ก Homeschool