บอกลูกอย่างไร เมื่อต่อไปจะไม่มีพ่อหรือแม่

บอกลูกอย่างไร เมื่อต่อไปจะไม่มีพ่อหรือแม่

เมื่อหลายครอบครัวที่ความรักจบลง ปัญหาไม่ได้ตามมาแค่การดำเนินชีวิตที่จะต้องแตกต่างออกไป แต่มีอีกเรื่องใหญ่ที่หนีไม่ก็ไม่พ้นเรื่องของลูก จึงมีคำถามมากมายในหัวว่าจะบอกเรื่องนี้กับลูกอย่างไร? ต้องโกหกไหม? หรือปล่อยผ่านไปดี? วันนี้เราจึงมีคำแนะนำเล็กๆ ฝากไว้เพื่อให้ไปปรับใช้กันนะคะ 


บอกลูกตามพัฒนาการ


เลือกบอก “ความจริง” ตามพัฒนาการของลูกในช่วงวัยที่ต่างกันค่ะ เช่น ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 3-4 ปี ก็บอกว่า “พ่อไม่อยู่ พ่อไปนอนที่อื่น" ก็เพียงพอแล้ว เพราะเด็กในวัยนี้ก็จะมีความเข้าใจในเรื่องที่ซับซ้อนมากไม่ได้ แต่หากลูกอายุมากกว่า 4 ปีก็สามารถอธิบายเพิ่มได้ว่า “เราอยู่กัน 2 คนไม่มีพ่อนะ” เพราะพ่อต้องไปอยู่ที่อื่น


เพราะแท้จริงแล้วเมื่อเด็กโตขึ้น สิ่งที่เด็กต้องการรู้มากที่สุด ไม่ใช่ว่าพ่อหรือแม่อาศัยอยู่ที่ไหน แต่เขาต้องการรู้มากที่สุดว่า ที่พ่อหรือแม่ไม่ได้อยู่กับเขา ไม่ได้เป็นเพราะพ่อหรือแม่ไม่รักเขาแล้ว 


ไม่โกหกแต่ไม่ต้องพูดทุกเรื่อง


บางเรื่องไม่จำเป็นต้องเล่าละเอียด แต่บอกให้ลูกรู้และเข้าใจตามพัฒนาการของเขา เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีส่วนใหญ่จะไม่สามารถเข้าใจในเรื่องของนามธรรม โดยเฉพาะเรื่องของนามธรรมที่ซับซ้อนมากนัก เราจึงไม่เห็นความจำเป็นของการลงรายละเอียดให้กับเด็กๆ 


เช่น พ่อเด็กไปมีคนอื่นแล้ว เราก็ไม่ต้องลงรายละเอียดว่า พ่อไม่ดียังไง พ่อด่าแม่ยังไง แล้วผู้หญิงคนนั้น หน้าตายังไง เขาทำยังไง โทรมาหากี่ครั้งฯ เรื่องเหล่านี้รังแต่จะเป็นการพูดให้ลูกรู้สึกโกรธ/เกลียดอีกฝ่าย จะทำให้เด็กที่มีเลือดของพ่ออยู่ครึ่งหนึ่ง ทำตัวไม่ถูก ทำใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าตนเองจะรักพ่อดีมั๊ย หรือจะเกลียดดี ซึ่งค้านกับความต้องการลึกๆในจิตใต้สำนึก จึงมีผลเสียต่อพัฒนาการด้านจิตใจและบุคลิกภาพในระยะยาวได้


เปลี่ยนคนใหม่ ให้เป็นคนในครอบครัว


ให้เลือกอธิบายเชิงบวกแทนกับคนรักใหม่ของพ่อหรือแม่แทน รวมถึงลูกติดที่มากับพวกเขาด้วย เช่น แนะนำภรรยาใหม่ของพ่อว่า พี่หรือน้าคนนี้เป็นคนที่พ่อรัก และเราก็มีลูกด้วยกัน ซึ่งเด็กคนนั้นก็เป็นน้องของลูกเหมือนกันนะ จะทำให้ลูกไม่รู้สึกผิด และไม่รู้สึกแปลกแยกกับสมาชิกใหม่ 


ยอมรับอย่างเข้าใจและใช้ความอดทน


ก่อนอื่นคุณต้องยอมรับก่อนว่าการเลิกกันนั้นไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เด็กๆจะทำความเข้าใจได้ทันที แน่นอนย่อมมีคำถามมามากมาย นอกจากการตอบเชิงบวกตามที่เราบอกไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจคือการไม่ปฎิเสธกับความอยากรู้ อยากถาม ของลูก บางคนหงุดหงิดและตัดบทใส่ลูกว่าไม่ให้พูดเรื่องนี้อีก นั่นทำให้ลูกรู้สึกผิดและรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้าม ทั้งๆที่จริงๆแล้วลูกต้องอยู่ในความสัมพันธ์นี้ไปตลอด จึงไม่ควรให้เขารู้สึกผิดกับมัน 


ให้ความมั่นใจกับลูก


หน้าที่ของคุณคือยังต้องทำให้เค้ามั่นใจว่า “พ่อรักเขา” และ “แม่รักเขา” แม้ว่า “พ่อ-แม่จะไม่รักกันแล้วก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือ ยังเป็นที่รักของพ่อและแม่อยู่ “ และสามารถยอมรับได้ว่า “พ่อแม่ไม่รักกัน” ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีค่ะ เด็กจะเข้าใจตามพัฒนาการของเขา แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา 


ที่สำคัญคือถึงแม้พ่อกับแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พ่อกับแม่ก็ยังคงสถานะเดิม และลูกก็ยังคงเป็นลูกของทั้งคู่อยู่นั่นเอง


เมื่อคุณทำให้ลูกมั่นใจด้วยการให้ความรักและความห่วงใยแล้ว ก็ไม่รู้สึกขาดอะไรค่ะ เพราะได้รับความรักจากพ่อหรือแม่อย่างเต็มที่แล้ว และพร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้พ่อและแม่เลี้ยงเดี่ยวต่อไปค่ะ

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

บทความใกล้เคียง

คาดหวังลูกมากเกินไป ดีหรือไม่ดีต่อลูกอย่างไร

คาดหวังลูกมากเกินไป ดีหรือไม่ดีต่อลูกอย่างไร

Starfish Academy
Starfish Academy

คงเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่พ่อแม่อยากที่จะให้ลูกคนหนึ่งประสบความสำเร็จ และเป็นเด็กที่สมบูรณ์แบบ ไปซะทุกๆ เรื่อง ซึ่งพ่อแม่แต่ละคนก็มีความคาดหวังที่ไม่เท่ากัน ยิ่งลูกโตขึ้นความคาดหวังของพ่อแม่ก็มากขึ้นไปด้วย ซึ่งการคาดหวังของพ่อแม่นั้นหากมากเกินไปมันจะส่งผลดีผล ...

861 views 19.08.20
คาดหวังลูกมากเกินไป ดีหรือไม่ดีต่อลูกอย่างไร
สานสัมพันธ์กับลูกด้วยการฟังแบบ Active Listening

สานสัมพันธ์กับลูกด้วยการฟังแบบ Active Listening

Starfish Academy
Starfish Academy

เราเชื่อว่าพ่อแม่ผู้ปกครองทุกท่านล้วนอยากจะเป็นที่ปรึกษาของลูก เป็นคนที่ลูกให้ความไว้วางใจ และเป็นที่พึ่งพิงให้กับพวกเขาเมื่อเผชิญปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต แต่ลูกอาจไม่ได้ต้องการคำแนะนำหรือวิธีแก้ไขปัญหาเสมอไป เพราะบางครั้งเขาแค่ต้องการคนที่เข้าใจและรับฟังในสิ่ ...

123 views 29.10.20
สานสัมพันธ์กับลูกด้วยการฟังแบบ Active Listening
ลูก "ฝันร้าย" อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก

ลูก "ฝันร้าย" อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก

Starfish Academy
Starfish Academy

เสียงลูกร้องจ้า และตื่นกลางดึกบ่อยๆ บางครั้งถึงขั้นสะดุ้งตัวโยน บางรายก็ถึงกับฉี่รดที่นอนกันเลย นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าลูกโดนเจ้า “ฝันร้าย” เล่นงานซะแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าความฝันเกิดจากอะไร และเราจะรับมือกับฝันร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกของเราได้อย่างไ ...

1201 views 05.08.20
ลูก "ฝันร้าย" อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก