นิสัยโยนความผิด อย่าให้ติดไปจนโต

Starfish Academy
Starfish Academy 3421 views • 2 ปีที่แล้ว
นิสัยโยนความผิด อย่าให้ติดไปจนโต

การเลี้ยงดูเด็กสักคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพนั้น อาจไม่ใช่เพียงแค่สอนให้เด็ก ๆ รู้จักสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่การสอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้ และรับมือกับความผิดพลาด ก็เป็นทักษะที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะความผิดพลาด เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกชีวิตไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละชีวิตแตกต่างกันก็คือ การเรียนรู้ และรับมือหลังจากเกิดความผิดพลาดนั่นเอง

พ่อแม่ต้องเข้าใจ ไม่มีใครอยากทำผิด

ไม่มีใครอยากทำผิดพลาดค่ะ โดยเฉพาะเด็ก ๆ วัยเรียนรู้ที่ทำการลองผิดลองถูก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต พ่อแม่ผู้ปกครองต้องไม่ลืมว่าช่วงวัยเด็ก มีหลายสิ่งที่ลูกเพิ่งเคยพบ เพิ่งเคยทำ เป็นครั้งแรก ทั้งกิจวัตรประจำวัน หน้าที่ การเข้าสังคม หรือกระทั่งเรื่องอารมณ์ของตนเอง บางครั้งเด็ก ๆ อาจมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านั้นผิดไปบ้าง นั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องควรทำอย่างไร หน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองคือ ทำความเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำผิด เมื่อลูกทำผิด ก็ควรให้คำแนะนำสิ่งที่ถูกต้อง แทนการตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ ดุหรือทำโทษ เพราะหากคุณตำหนิลูกด้วยอารมณ์บ่อย ๆ อาจทำให้ลูกกลายเป็นคนชอบโยนความผิด เพราะกลัวถูกตำหนิจากพ่อแม่ก็เป็นได้ 

สำหรับวัยรุ่น แม้เริ่มแยกแยะถูกผิดได้ดีขึ้นแล้ว แต่ด้วยฮอร์โมน และความอยากรู้อยากลอง ก็อาจทำให้เด็ก ๆ พลาดพลั้งทำสิ่งที่ผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง เข้าใจอยู่เสมอว่า ไม่มีใครอยากทำผิด แทนที่คุณจะดุว่า หรือทำโทษลูกด้วยอารมณ์ ลองเปลี่ยนเป็นนั่งคุยกับลูกอย่างจริงจังว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ลูกทำเช่นนั้น ยอมรับ และฟังลูกอย่างจริงใจ อย่าด่วนตัดสินหรือตำหนิ แต่ให้คำแนะนำ ช่วยแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม บอกให้ลูกแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น โดยมีคุณเป็นกำลังใจ และคอยสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าการยอมรับผิดไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และกล้าหาญ 

โยนความผิด...ไร้เดียงสา หรือว่า ไร้ความรับผิดชอบ

พฤติกรรมโยนความผิดของเด็ก ๆ อาจเริ่มจากความไร้เดียงสา พวกเขาอาจพูดอะไรก็ได้ที่นึกออก เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เช่น “หนูไม่ได้แอบกินขนม ยูนิคอร์นต่างหากที่แอบเข้ามากิน” “สไปเดอร์แมนกระโดดเข้ามาในบ้านแล้วทำแก้วแตก” คำแก้ตัวเหล่านี้อาจฟังน่าเอ็นดู และบ่อยครั้งผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ก็ไม่ได้ถือเป็นจริงเป็นจัง เมื่อบ่อยเข้า ความไร้เดียงสาที่ไม่ได้รับคำชี้แนะที่ถูกต้อง อาจกลายมาเป็นการไร้ความรับผิดชอบที่ส่งผลกระทบต่อสังคมได้

เมื่อเริ่มพบว่าลูกมีพฤติกรรมต่อรอง สร้างเรื่องโกหกเพื่อให้ตนเองพ้นผิด พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการหาวิธีให้ลูก “รับผิดชอบผลการกระทำของตนเอง” ด้วยการบอกลูกถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการ ต่อไปนี้

  1. อธิบายสถานการณ์ชัดเจน เช่น แม่รู้ว่าลูกไปเที่ยวกับเพื่อนหลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว 
  2. ระบุปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมนั้น สั้น ๆ และชัดเจน เช่น ลูกทำผิดกฎที่เราตกลงกัน และการไปเที่ยวเองโดยไม่บอกแม่ ยังไม่ปลอดภัยด้วย
  3. ระบุผลจากการกระทำนั้น เช่น เพราะว่าลูกแอบหนีไปเที่ยวโดยไม่บอกแม่ สุดสัปดาห์นี้ลูกจะไม่ได้ออกนอกบ้าน และต้องงดใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดด้วย 

หลีกเลี่ยงการเลคเชอร์เรื่องศีลธรรมความดี ซึ่งเป็นนามธรรม อาจทำให้เด็ก ๆ รู้สึกเบื่อ จนอาจถึงขั้นต่อต้าน เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่า “สิ่งที่ต้องทำ” จริง ๆ คืออะไรกันแน่ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ให้เหมือนกับการทำงาน คือ อธิบายสถานการณ์ ระบุปัญหา ระบุผลจากปัญหานั้น ยิ่งสั้น กระชับ ตัดจบดราม่าได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีค่ะ 

สอนอะไร ให้ลูกรู้จักยอมรับผิด

การช่วยแก้ปัญหาให้ลูกไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเองนั้นง่ายค่ะ แต่การจะสอนให้เด็กสักคนเติบโตมาพร้อมกับวุฒิภาวะและความภาคภูมิใจในตนเองมากพอที่จะยอมรับผิดที่มาจากการกระทำของตนเองนั้น เป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทุ่มเท และใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่าหากทำได้ คุณจะภาคภูมิใจในตัวเองไม่น้อยเลย มาดูกันค่ะว่าเราจะสอนลูกให้รู้จักยอมรับความผิดได้อย่างไรบ้าง

  • สงบสยบได้ทุกอย่าง ท่าทีของพ่อแม่ผู้ปกครอง มีความสำคัญในการปรับพฤติกรรมของเด็ก ๆ ค่ะ หากคุณดุ ตวาดหรือใช้อารมณ์มากเกินไป เด็กอาจเชื่อฟัง แต่เขาจะเชื่อฟังเพราะความกลัว ซึ่งต่างจากการเชื่อฟังด้วยความยอมรับ และเข้าใจ ในทางตรงข้าม หากคุณใจอ่อนเกินไป มีแววตา น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความไม่มั่นใจ เด็ก ๆ จะเริ่มต่อรอง และทำให้คุณขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น หากจับได้ว่าลูกโกหก ไม่ยอมรับผิด พ่อแม่ควรคุยกับลูกด้วยท่าทีสงบ ระบุปัญหาให้ชัดเจน ไม่บ่นยืดเยื้อ และย้ำเตือนลูกว่า ลูกมีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำของตนเอง
  • อธิบาย ไม่ใช่ แก้ตัว หลายครั้งเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้ใหญ่) อาจสับสนระหว่างการอธิบายกับการแก้ตัว ดังนั้นควรสอนให้เด็ก ๆ รู้จักแยกแยะความแตกต่างระหว่างการอธิบายสถานการณ์กับการแก้ตัว โดยการอธิบาย หมายถึงการเล่าสถานการณ์ตามจริงเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนการแก้ตัวนั้น มักเป็นการพูดเพื่อเบี่ยงเบนความผิดไปจากตัวเอง หรือเป็นการโยนความผิดให้ผู้อื่น พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรฝึกให้เด็ก ๆ แยกความต่างของสองสิ่งนี้ เช่น เมื่ออ่านหนังสือ อาจถามลูกว่าตัวละครกำลังแก้ตัวหรืออธิบาย หรือเมื่อเผชิญสถานการณ์จริง อาจชี้ให้ลูกเห็นว่า ลูกกำลังแก้ตัวมากกว่าที่จะอธิบายเหตุการณ์ เป็นต้น
  • สอนว่าลูกมีทางเลือก เมื่อคุณรู้สึกว่าลูกเริ่มโทษคนอื่น ให้ลองตั้งคำถามเพื่อให้เขาได้ตระหนักว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น เช่นเมื่อลูกบอกว่า “ผมขี่จักรยานชนเพื่อน เพราะว่าเพื่อนนั่งเล่นขวางทางเอง” ให้ลองถามลูกกลับไปว่า “ลูกเห็นว่าเพื่อนนั่งอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว ลูกขี่จักรยานหลบไปอีกทางได้ใช่ไหม” หรือ “ลูกกดกระดิ่งส่งสัญญาณให้เพื่อนหลบได้นะ” การตั้งคำถามเช่นนี้ ทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้ว่าพวกเขามี “ทางเลือก” เสมอที่จะทำหรือไม่ทำอะไร เพื่อจะไม่ต้องขี่จักรยานชนเพื่อน หรือเมื่อชนแล้วหากไม่ตั้งใจ ลูกเลือกที่จะจอดจักรยาน และลงมาขอโทษเพื่อนได้ แทนการขี่จักรยานต่อไปโดยไม่สนใจเพื่อนที่กำลังเจ็บ การสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าพวกเขามี “ทางเลือก” ที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องการยอมรับผิด เด็กที่เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มาจากผลการกระทำของเขา และพวกเขาต้องรับผิดชอบเสมอ จะช่วยให้คุณหนู ๆ เลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น
  • เรียนรู้จากความผิดพลาด ทำให้ลูกเข้าใจว่าความผิดพลาด คือ โอกาสแห่งการเรียนรู้ เด็ก ๆ ที่เห็นว่าความความผิดพลาดเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นพวกเขาก็จะไม่ต้องพยายามปกปิด ในทางกลับกันพวกเขาอาจหาทางเรียนรู้จากความผิดนั้น เพื่อจะไม่ทำผิดแบบเดิมซ้ำอีก ทำให้เด็ก ๆ เห็นว่าความผิดพลาดบางทีก็ไม่ใช่เรื่องแย่ไปทั้งหมด มีบทเรียนมากมายจากความผิดพลาดแต่ละครั้ง หากเราตั้งใจมองหา และเรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น เช่น หากคุณพ่อขับรถชนท้ายรถคันข้างหน้า แทนที่จะหงุดหงิดหัวเสียจากความผิดพลาดของตัวเอง ลองบอกลูกว่า “พ่อขอโทษนะที่ประมาทไปหน่อย ลูกคงตกใจใช่ไหม คราวนี้พ่อเลยได้รู้ว่าเวลาขับรถพอจะต้องมีสติตลอดเวลา เผลอไม่ได้เลย” 
  • ชื่นชมความกล้าหาญ การทำโทษเมื่อเด็ก ๆ ทำผิดก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการชื่นชมความกล้าหาญที่ลูกยอมรับผิด ก็เป็นอีกเรื่องที่ลืมไม่ได้ค่ะ การให้แรงเสริมทางบวกต่อพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูก จะช่วยส่งเสริมให้ลูกทำพฤติกรรมดี ๆ เหล่านั้นต่อไป ดังนั้น หากลูกมาสารภาพผิด อย่าลืมเอ่ยชื่นชม อาจจะบอกว่า “แม่ดีใจนะที่ลูกบอกความจริง แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก แต่สิ่งที่ลูกทำนั้นไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นแม่ก็ต้องทำโทษไม่ให้ลูกเล่นเกมอาทิตย์นี้นะ” หากคำสารภาพของเด็ก ๆ เป็นอะไรประมาณว่า “หนูจะไม่ผลักน้องหรอก ถ้าน้องไม่ทำให้หนูโมโห” คุณก็ควรเตือนลูกด้วยว่า ไม่มีใครบังคับให้ลูกทำอะไรได้ และลูกเป็นคนเลือกทำสิ่งนั้น ๆ ด้วยตัวลูกเอง รวมทั้งให้คำแนะนำว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก การรับมือที่ถูกต้องคืออะไร 

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

เกร็ดความรู้และเคล็ดลับเพื่อพ่อแม่
ด้านความสัมพันธ์ การรู้จักตนเอง การบริหารจัดการตนเอง การรู้จักสังคม
basic
2:00 ชั่วโมง

ทักษะชีวิตสำหรับเด็กออทิสติก

ออทิสติก เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อคว ...

Starfish Academy
Starfish Academy
ทักษะชีวิตสำหรับเด็กออทิสติก
Starfish Academy

ทักษะชีวิตสำหรับเด็กออทิสติก

Starfish Academy
2502 ผู้เรียน
เกร็ดความรู้และเคล็ดลับเพื่อพ่อแม่
ด้านความสัมพันธ์
basic
2:00 ชั่วโมง

เลี้ยงลูกอย่างไรในยุค Thailand 4.0

บทเรียนนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ว่าThailand 4.0คืออะไร แนวคิดในการเลี้ยงลูกยุค4.0 เทคนิคการเลี้ยงลูกยุค 4.0 รวมถึงการเรี ...

Starfish Academy
Starfish Academy
เลี้ยงลูกอย่างไรในยุค Thailand 4.0
Starfish Academy

เลี้ยงลูกอย่างไรในยุค Thailand 4.0

Starfish Academy
1476 ผู้เรียน
เกร็ดความรู้และเคล็ดลับเพื่อพ่อแม่
การรู้จักตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

พัฒนาการด้านอารมณ์สำคัญอย่างไรกับเด็กปฐมวัย

บทเรียนนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ความสำคัญของพัฒนาการ สมรรถนะตามวัย กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ เน้นการทำกิจกรร ...

Starfish Academy
Starfish Academy
พัฒนาการด้านอารมณ์สำคัญอย่างไรกับเด็กปฐมวัย
Starfish Academy

พัฒนาการด้านอารมณ์สำคัญอย่างไรกับเด็กปฐมวัย

Starfish Academy
10607 ผู้เรียน
Editor's Top Pick Collection
ด้านความร่วมมือการ ทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
basic
2:00 ชั่วโมง

Collaborative classroom design

เรียนรู้ทักษะความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork and Leadership) หลักการออกแบบกิ ...

Starfish Academy
Starfish Academy
Collaborative classroom design
Starfish Academy

Collaborative classroom design

Starfish Academy

Related Videos

Starfish Trend Talk | EP.2 | : คำพูดกดทับที่ครูและผู้ปกครองไม่ควรใช้กับเด็ก
41:00
Starfish Academy

Starfish Trend Talk | EP.2 | : คำพูดกดทับที่ครูและผู้ปกครองไม่ควรใช้กับเด็ก

Starfish Academy
34 views • 7 วันที่แล้ว
Starfish Trend Talk | EP.2 | : คำพูดกดทับที่ครูและผู้ปกครองไม่ควรใช้กับเด็ก
สิทธิในร่างกายแบบไหนที่เรียกว่าอยู่ในขอบเขต
05:59
Starfish Academy

สิทธิในร่างกายแบบไหนที่เรียกว่าอยู่ในขอบเขต

Starfish Academy
78 views • 10 เดือนที่แล้ว
สิทธิในร่างกายแบบไหนที่เรียกว่าอยู่ในขอบเขต
สอนลูกรู้จักรักและเคารพสิทธิของตนเอง
08:32
Starfish Academy

สอนลูกรู้จักรักและเคารพสิทธิของตนเอง

Starfish Academy
154 views • 9 เดือนที่แล้ว
สอนลูกรู้จักรักและเคารพสิทธิของตนเอง
Starfish Trend Talk | EP.1 | :  ครู VS พ่อแม่ แท็กทีมสื่อสารอย่างไร ? ดีต่อใจเด็ก
38:27
Starfish Academy

Starfish Trend Talk | EP.1 | : ครู VS พ่อแม่ แท็กทีมสื่อสารอย่างไร ? ดีต่อใจเด็ก

Starfish Academy
433 views • 1 เดือนที่แล้ว
Starfish Trend Talk | EP.1 | : ครู VS พ่อแม่ แท็กทีมสื่อสารอย่างไร ? ดีต่อใจเด็ก