Agile Learning คืออะไร? พลิกโฉมการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ให้เท่าทันโลก

Agile Learning คืออะไร? พลิกโฉมการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ให้เท่าทันโลก

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารก้าวหน้าและผันผวนอย่างรวดเร็ว โลกแห่งการศึกษาเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในการปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ เมื่อความรู้ใหม่ ๆ สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมที่เน้นการวางแผนระยะยาวและค่อนข้างแข็งตัว ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้เรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกต่อไป

ครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่อก้าวให้ทันกระแสโลก และหนึ่งในแนวคิดหลักที่ได้รับการยอมรับในการเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวคือ การเรียนรู้แบบ Agile แนวคิดนี้เน้นความเร็ว ความยืดหยุ่น และการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาแผนงานอย่างมีระบบ ช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเชิงรุกที่ทรงพลังและลดภาระงานที่ไม่จำเป็นลงได้อย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจรากฐานสำคัญ: Agile คืออะไร ในบริบททางการศึกษา

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาว่า Agile คืออะไร ปรัชญานี้มีต้นกำเนิดมาจากแวดวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เน้นการปฏิบัติงานอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และมีการปรับปรุงแก้ไขตามข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จริงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความรวดเร็ว ภาคธุรกิจและแวดวงวิชาการจึงได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปกระบวนการทำงาน การเรียนรู้แบบ Agile ในมิติการศึกษาจึงก้าวเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านบทบาทของผู้สอน จากเดิมที่เป็นผู้ป้อนความรู้สู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ คอยปรับแต่งประสบการณ์การเรียนให้ตอบโจทย์ผู้เรียนแบบเรียลไทม์

เมื่อนำกระบวนการทำงานในรูปแบบนี้มาผสานเข้ากับการออกแบบการเรียนการสอนยุคใหม่ ทีมผู้สอนจะสามารถวางแผนการจัดกิจกรรม สลับวงจรระหว่าง "ช่วงการเรียนรู้" (Learning Phase) และ "ช่วงการลงมือทำ" (Doing Phase) เป็นรอบสั้น ๆ ช่วยให้สามารถรับฟีดแบ็กจากผู้เรียนแล้วนำมาพัฒนาเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องรอให้สิ้นสุดภาคเรียน ซึ่งช่วยให้สถาบันการศึกษาสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างตรงประเด็น

ความแตกต่างระหว่าง Agile Learning กับ Learning Agility

ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม มักมีความสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งในมิติทางวิชาการมีขอบเขตและเป้าหมายที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจนโดยมีรายละเอียดการเปรียบเทียบในลักษณะข้อความดังนี้

ในแง่ของนิยามและเป้าหมายหลัก “Agile Learning” จะมุ่งเน้นไปที่ระบบ กระบวนการ และระเบียบวิธีในการออกแบบ การพัฒนา และการบริหารโครงการเรียนรู้ของทีมงานผู้สอน เน้นโครงสร้างทีมที่แบนราบและการทำงานรอบสั้น ๆ เพื่อปรับปรุงชิ้นงานให้มีคุณภาพสูงสุดอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ในขณะที่ “Learning Agility” จะหมายถึงขีดความสามารถเฉพาะตัวหรือสมรรถนะเชิงนิสัยของบุคคล (เช่น ตัวครู หรือผู้เรียนรายบุคคล) ในการปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และเอาตัวรอดในสภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว

หากมองในมิติของกรอบแนวคิดและการแสดงออก กระบวนการ Agile Learning จะเน้นการทำซ้ำ (Iterative Process) และการใช้ระบบบริหารจัดการที่เรียกว่า Scrum เข้ามาช่วย โดยสมาชิกจะมีการประชุมสั้น ๆ ประจำวันเพื่อรายงานความคืบหน้า แต่ในฝั่งของ Learning Agility จะประกอบด้วยมิติเชิงพฤติกรรม 9 ด้าน เช่น ความยืดหยุ่น ความเร็ว การทดลองสิ่งใหม่ การสะท้อนคิด และการทำงานร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนา สมรรถนะครู และการส่งเสริม พัฒนาการเด็ก ให้เติบโตเป็นผู้ที่สามารถชี้นำและจัดการการเรียนรู้ของตนเองได้ตลอดชีวิต

5 ขั้นตอนในการออกแบบการเรียนการสอนเชิงรุกด้วยแนวคิด Agile

การเปลี่ยนผ่านสถาบันการศึกษาไปสู่วิถีแห่งความคล่องตัว มุ่งเน้นการลงมือทำและปรับปรุงอย่างรวดเร็วผ่านกระบวนการทำงานรอบสั้น สามารถขับเคลื่อนได้ด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:

1. การศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมของทีมงาน

เริ่มต้นจากการศึกษาแนวทางปฏิบัติและกรณีศึกษาจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่นำแนวคิดความคล่องตัวนี้ไปใช้จนประสบความสำเร็จ การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมงานสายเทคโนโลยีภายในองค์กรจะช่วยให้เข้าใจคำศัพท์ โครงสร้างทีม และเครื่องมือที่ใช้ในการประสานงานได้ง่ายขึ้น

  1. ตัวอย่าง: ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน จับกลุ่ม 3–4 คน เพื่อพูดคุยและตกลงร่วมกันว่าจะลองนำแนวคิด Agile มาปรับปรุงกระบวนการทำงานหรือออกแบบบทเรียนใหม่ ๆ ร่วมกันอย่างไร

2. คัดเลือกโครงการนำร่องขนาดเล็ก (Kick-off Project)

หลีกเลี่ยงการเริ่มต้นใช้งานกับโครงการขนาดใหญ่หรือแผนหลักสูตรระยะยาวที่มีความซับซ้อนสูง ควรทดลองใช้กับการพัฒนาบทเรียนระยะสั้น หรือการสร้างชุดกิจกรรมย่อย เช่น โครงการไมโครเลิร์นนิ่ง (Microlearning) เนื่องจากกรอบเวลาที่กระชับจะช่วยให้ทีมงานเข้าใจวงจรการทำงาน มองเห็นข้อผิดพลาด และนำไปปรับปรุงลงใน แผนการสอน ได้ง่ายขึ้นโดยไม่เกิดความกดดัน

  1. ตัวอย่าง: แทนที่จะวางแผนปรับปรุงการสอนทั้งภาคเรียน ทีมครูอาจเลือกทดลองกับหน่วยการเรียนรู้ย่อยที่ใช้เวลาสอนเพียง 2-3 สัปดาห์ เช่น "โครงการสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน" เพื่อดูว่ากระบวนการทำงานแบบใหม่นี้ราบรื่นดีหรือไม่

3. จัดทำคลังภาระงานและลำดับความสำคัญ (Backlog)

สร้างระบบคลังงานที่รวบรวมทุกกิจกรรมและชิ้นงานที่ต้องทำในการพัฒนาหลักสูตรหรือบทเรียน โดยมีผู้ดูแลภาพรวมทำหน้าที่จัดลำดับความสำคัญของงาน สิ่งสำคัญคือคลังงานนี้ต้องมีความยืดหยุ่น สามารถอัปเดต เพิ่มเติม หรือปรับเปลี่ยนรายละเอียดงานย่อยได้ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงหน้างาน

  1. ตัวอย่าง: ครูเขียนรายการงานทั้งหมดที่ต้องทำสำหรับหน่วยการเรียนรู้นั้นลงบนกระดาษ Post-it แล้วแปะบนกระดาน (เช่น "หาคลิปวิดีโอประกอบ", "ทำใบงาน", "ออกแบบเกณฑ์ให้คะแนน") จากนั้นช่วยกันเรียงลำดับว่างานไหนสำคัญที่สุดและต้องทำก่อน

4. วางรอบเวลาปฏิบัติงานระยะสั้น (Sprints) และการประชุมสั้นประจำวัน

กำหนดกรอบเวลาการปฏิบัติงานช่วงสั้น ๆ ที่ชัดเจน (โดยทั่วไปจะไม่เกิน 1 เดือน) เรียกว่า Sprint เพื่อดึงงานที่มีความสำคัญสูงสุดจากคลังงานมาลงมือทำ และจัดให้มีการประชุมสั้น ๆ ร่วมกันทุกวันไม่เกิน 15 นาที (Daily Stand-up) เพื่ออัปเดตงานที่ทำสำเร็จ งานที่จะทำต่อไป และข้อติดขัด โดยไม่มีการถกเถียงหรือตัดสินใจแก้ปัญหาในวงประชุมนี้เพื่อรักษาความรวดเร็ว

  1. ตัวอย่าง: ทีมครูกำหนดเป้าหมายรายสัปดาห์ (Sprint) ว่าสัปดาห์นี้ต้องทำสื่อการสอนชิ้นไหนให้เสร็จบ้าง และทุกเช้าก่อนเข้าสอน ครูอาจจะคุยกันสั้น ๆ 5-10 นาทีเพื่ออัปเดตว่า "เมื่อวานเตรียมงานถึงไหนแล้ว", "วันนี้ตั้งใจจะทำอะไรต่อ" และ "มีปัญหาตรงไหนที่ต้องการให้ช่วยบ้าง”

5. การสะท้อนคิดเพื่อถอดบทเรียน (Retrospective)

เมื่อจบแต่ละรอบเวลา (Sprint) ทีมงานทั้งหมดต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อนำเสนอผลงานและแบ่งปันความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง ถอดบทเรียนถึงจุดเด่น อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาขั้นตอนการทำงานในรอบถัดไปให้ลื่นไหลและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาการนำบทเรียนไปใช้งานจริงได้อย่างมีคุณภาพ

  1. ตัวอย่าง: หลังจากนำบทเรียนหรือกิจกรรมไปใช้สอนจริงในสัปดาห์นั้น ทีมครูจะมานั่งสรุปร่วมกันสั้น ๆ ว่า "นักเรียนให้ความสนใจกับกิจกรรมไหนเป็นพิเศษ", "เนื้อหาส่วนไหนที่เด็กยังสับสน" หรือ "สื่อประกอบการสอนชิ้นไหนที่ควรปรับปรุง" เพื่อนำความคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงแผนการสอนในสัปดาห์ถัดไปทันที

เหตุผลที่นักการศึกษายุคใหม่ควรนำวิถี Agile มาใช้บริหารห้องเรียน

ความคล่องตัวในกระบวนการทำงานไม่ได้สร้างประโยชน์ให้เฉพาะผู้ออกแบบหลักสูตรระดับองค์กรเท่านั้น แต่ส่งผลดีโดยตรงต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในหลากหลายมิติ:

  1. ก้าวทันความต้องการในการฝึกอบรม: การเรียนรู้แบบ Agile ช่วยให้การพัฒนาเนื้อหาและชุดความรู้เสร็จสิ้นและส่งมอบสู่ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสภาพสังคมในปัจจุบัน
  2. ลดความขัดแย้งในการประสานงาน: โครงสร้างทีมที่แบนราบและการสื่อสารที่สม่ำเสมอช่วยลดช่องว่างและข้อผิดพลาดในการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาหรือเพื่อนร่วมงาน
  3. เพิ่มการมีส่วนร่วมเชิงรุกของผู้เรียน: การนำบทเรียนไปทดลองใช้และรับฟีดแบ็กจากผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ครูสามารถพัฒนาเทคนิคการสอนยุคใหม่ที่ตรงใจ และเปิดโอกาสในการเลือกสรร สื่อการสอนฟรี มากระตุ้นการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
  4. ควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ: การแบ่งงานเป็นรอบสั้น ๆ ที่มีต้นทุนและระยะเวลาคงที่ ทำให้การบริหารความเสี่ยงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดการณ์งบประมาณได้แม่นยำ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง

การสร้างสรรค์รูปแบบการทำงานเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น ช่วยให้การบริหารห้องเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น เกิดความลื่นไหลในการส่งต่อความรู้ และสร้างผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริงแก่ผู้เรียนทุกคน

การสร้างวัฒนธรรม Agile Learning ให้เกิดขึ้นจริงในสถานศึกษา

การปรับเปลี่ยนระเบียบวิธีทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อหนุนร่วมกันทั้งระบบ โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านแนวทางปฏิบัติสำคัญดังนี้:

  1. เรียนรู้จากทีมงานที่มีประสบการณ์: การขอคำแนะนำและศึกษาดูงานจากทีมไอทีหรือวิศวกรรมซอฟต์แวร์ในองค์กรที่คุ้นเคยกับระบบนี้อยู่แล้ว จะช่วยให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ปรับเข้ากับวัฒนธรรมของสถานศึกษาได้ง่ายขึ้น
  2. ออกแบบบทเรียนให้เข้าถึงได้ง่าย: มุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาที่กระชับและรองรับการเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Learning) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้แบบ "ทันท่วงที" (Just-in-time Learning) ของผู้เรียนยุคใหม่
  3. สนับสนุนการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง: ผลักดันให้บุคลากรเข้าร่วมโครงการพัฒนาครูในรูปแบบการอบรมออนไลน์ที่ทันสมัยเพื่อรับ เกียรติบัตร มาเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงในการพัฒนาวิชาชีพ

การนำหลักการทาง จิตวิทยา การบริหารองค์กรมาปรับใช้ จะช่วยลดความกังวลของบุคลากรต่อการเปลี่ยนวิถีทำงานใหม่ หากต้องการค้นหาแรงบันดาลใจและเครื่องมือสนับสนุนการจัดการศึกษาเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ที่คลังข้อมูลของ Starfish Labz แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่พร้อมส่งเสริมสมรรถนะของนักการศึกษาไทยในยุคดิจิทัลอย่างตรงจุด

การก้าวข้ามอุปสรรคและการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์บริหารงาน

ในการเปลี่ยนผ่านวิถีทำงานดั้งเดิมไปสู่ระบบ Agile มักจะพบแรงต้านและความท้าทายจากความคุ้นชินเก่า ๆ ผู้ประสานงานโครงการจึงต้องมีแนวทางในการสร้างความเข้าใจและปรับจูนความรู้สึกของทีมงานอย่างรอบคอบ:

  1. ความกังวลต่อระบบ Sprint และ Daily Stand-up: การต้องส่งงานในกรอบเวลาสั้น ๆ หรือการแชร์สิ่งที่ทำทุกวันอาจทำให้ทีมงานรู้สึกกดดัน ควรสร้างความเข้าใจร่วมกันว่านี่คือพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การประเมินเพื่อจับผิด
  2. ความเข้าใจผิดเรื่องคุณภาพของงาน: มีความเข้าใจผิดว่าบทเรียนที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยกระบวนการแบบ Agile จะขาดคุณภาพ ซึ่งในความเป็นจริง การทำซ้ำและทดสอบอย่างสม่ำเสมอจะช่วยคัดกรองและยกระดับชิ้นงานให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

เมื่อระบบการทำงานเริ่มลงตัว การนำซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเครื่องมือยอดนิยม เช่น Jira, Axosoft, Asana, Monday.com และ Trello การผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ควบคู่ไปกับการคัดสรร สื่อการสอน ยุคดิจิทัล จะเปิดโอกาสให้เกิดการประสานงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น ลดเวลาทำงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน และเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง

บทสรุป

แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและความคล่องตัวผ่านโมเดลยืดหยุ่นนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการศึกษาที่จะช่วยพลิกโฉมการจัดสรรหลักสูตรให้ก้าวทันโลก การปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อยอมรับความล้มเหลวระยะสั้นและการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้สถาบันการศึกษาสามารถก้าวผ่านกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบ Agile

Q1: การเรียนรู้แบบ Agile แตกต่างจากการออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมอย่างไร?

กระบวนการแบบดั้งเดิมมักมีลักษณะเป็นเส้นตรงที่ต้องรอให้ขั้นตอนหนึ่งเสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งใช้เวลานานและยากต่อการแก้ไขเมื่อพบข้อบกพร่องในภายหลัง แต่แนวคิด Agile จะแบ่งงานออกเป็นรอบสั้น ๆ (Sprints) มีการทดลองใช้จริงและรับฟีดแบ็กจากผู้เรียนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องทันทีในทุกเฟสของการทำงาน ทำให้บทเรียนมีความยืดหยุ่นและสอดรับกับสถานการณ์จริงได้มากกว่า

Q2: หากสถานศึกษาไม่มีงบประมาณสำหรับจัดซื้อซอฟต์แวร์การบริหารโครงการราคาแพง จะสามารถนำแนวคิด Agile ไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่?

สามารถทำได้อย่างแน่นอน เนื่องจากหัวใจสำคัญของปรัชญา Agile อยู่ที่ทัศนคติ บทบาทหน้าที่ของคนในทีม และการสื่อสารร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ (Mindset Over Tools) สถานศึกษาสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ โดยการใช้กระดานไวท์บอร์ดภายในห้องประชุมเพื่อทำบอร์ดงานด้วยกระดาษโน้ตสี หรือเลือกใช้ซอฟต์แวร์ในรูปแบบเปิดให้ใช้งานฟรีในการจัดระบบและบริหารคลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


แหล่งอ้างอิง

  1. Agile Learning: The Complete Guide | Cognota
  2. บทความ - ครูยุคใหม่กับการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21: ปรับตัวอย่างไรให้ทันโลก

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

เครืองมือครู
ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การบริหารจัดการตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

เจาะลึกการทำข้อตกลงพัฒนางาน (วPA) ฉบับคุณครู

ทำความรู้จักข้อตกลงการพัฒนางาน (วPA) แบบเจาะลึก เพื่อสร้างความเข้าใจการทำข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตราฐานตำแหน่ง ...

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
เจาะลึกการทำข้อตกลงพัฒนางาน (วPA) ฉบับคุณครู
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

เจาะลึกการทำข้อตกลงพัฒนางาน (วPA) ฉบับคุณครู

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
4.9 (625 ratings)
12482 ผู้เรียน
EdTech
ด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ
2:00 ชั่วโมง

การสร้างสื่อการเรียนรู้

การสร้างสื่อการเรียนการสอนแบบดิจิทัล เพื่อการสอนเสริมและลดปัญหาการถดถอยในการเรียนรู้ของผู้เรียน

Starfish Academy
Starfish Academy
การสร้างสื่อการเรียนรู้
Starfish Academy

การสร้างสื่อการเรียนรู้

Starfish Academy
เครืองมือครู
ด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา การบริหารจัดการตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

เตรียมพร้อมก่อนทำคลิปประเมินวิทยฐานะ EP.2 Active Learning

เรียนรู้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักการสอนที่มีประสิทธิภาพ 8 ข้อซึ่งจะใช้ในการประเมินคลิปการสอนของครูในการประเมิ ...

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
เตรียมพร้อมก่อนทำคลิปประเมินวิทยฐานะ EP.2 Active Learning
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

เตรียมพร้อมก่อนทำคลิปประเมินวิทยฐานะ EP.2 Active Learning

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
4.9 (66 ratings)
2967 ผู้เรียน
อาชีพเสริมยอดฮิต
ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
basic
2:30 ชั่วโมง

เมนูของว่างรองท้อง สูตรสร้างอาชีพ

ใครที่กำลังต้องการหาไอเดียทำอาหารว่าง เพื่อสร้างอาชีพ ทำกำไรแบบง่ายๆสำหรับมือใหม่ ใช้ทุนน้อย และใช้อุปกรณ์ที่สามารถหาได้ที่บ้าน ...

Starfish Academy
Starfish Academy
เมนูของว่างรองท้อง สูตรสร้างอาชีพ
Starfish Academy

เมนูของว่างรองท้อง สูตรสร้างอาชีพ

Starfish Academy

ต้องใช้ 100 เหรียญ

4.9 (9 ratings)

Related Videos

เขียน วPA อย่างไร? ให้เกิดคุณค่ากับนักเรียน
08:56
Starfish Academy

เขียน วPA อย่างไร? ให้เกิดคุณค่ากับนักเรียน

Starfish Academy
823 views • 4 ปีที่แล้ว
6 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งไฟล์ดิจิทัลกับการขอมี หรือขอเลื่อนวิทยฐานะ
05:22
Starfish Academy

6 เรื่องต้องรู้ ก่อนส่งไฟล์ดิจิทัลกับการขอมี หรือขอเลื่อนวิทยฐานะ

Starfish Academy
1805 views • 4 ปีที่แล้ว
CBE - การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
10:22
Starfish Academy

CBE - การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

Starfish Academy
2538 views • 2 ปีที่แล้ว
พื้นที่แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21
04:37
Starfish Future Labz

พื้นที่แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21

Starfish Future Labz
21785 views • 4 ปีที่แล้ว